วัน พฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม 2559 คงเป็นวันที่คนไทยหลายคนใจหาย เนื่องด้วยเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ หรือ “ในหลวง ร.9” ของคนไทย ซึ่ง /me จำบรรยากาศเย็นวันนั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ได้ฟังประกาศ บรรยากาศที่ทุกๆคนเศร้าไปด้วยกัน เป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ท่านคือ “ศูนย์รวมใจของคนไทย” อย่างแท้จริง

หลังจากนั้นหลายวัน สำนักพระราชวังก็ประกาศ เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ากราบพระบรมโกศได้ ซึ่งโอกาสนี้ก็คือ โอกาสสุดท้ายที่คนธรรมดาๆอย่าง /me และครอบครัวจะได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่าน จึงเกิดเป็นทริปสั้นๆที่ /me พาคุณพ่อคุณแม่ และคุณย่าที่น่ารัก เพื่อกราบพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แล้วต่อด้วยการไปทำบุญ 9 วันที่อยุธยา แต่ก่อนอื่นก็ต้องกราบขอบคุณการบินไทยที่จัดโปรเที่ยวบินราคาประหยัด สำหรับ ไป-กลับ ภูเก็ต แค่ 1,2XX บาท ซึ่งใช้ในการเดินทางครั้งนี้ :)) #การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า

ทริปนี้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 17-11-2016 ถึง 20-11-2016 ด้วยการเดินทางของคุณๆจากภูเก็ต มาถึง กทม. ประมาณ 10.00 น. ซึ่งนัดเจอกันที่หอพักคุรุสภา เพราะทุกคนจะนอนกันที่หอพักนี้ เย้

วันแรก

หลังจากมาถึง กทม. แล้ว ขุ่นย่าก็โดนต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยวีลแชร์ที่ /me เช่าเอาไว้ ในราคาวันละ 300 บาท ความจริงแล้วขุ่นย่าก็แข็งแรง สามารถเดินได้แบบชิวๆ แต่สำหรับการเดินที่ต้องยืนหลายๆ ชม. ก็อาจจะทรมาณร่างกายเกินไป

สำหรับครอบครัวที่มีคนชรา แนะนำว่าควรซื้อวีลแชร์เก็บไว้สำหรับการเดินทางส่วนตัว แต่ก็นะ บังเอิญว่าที่บ้านไม่มี เลยจำเป็นต้องเช่าเอา /me จึงต้องกูเกิลอยู่นาน จนได้ ร้านให้เช่าร้านนึง [ติดต่อ] ซึ่งบริการดีมากเลย สำหรับใครที่ไม่สะดวกไปรับ-ส่งวีลแชร์ด้วยตัวเอง อย่าง /me ที่ร้านก็จะเรียก GrabTaxi เพื่อรับ-ส่งให้ สะดวกมากๆเลย

เอาละ มาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า…

หลังจากคุณๆทั้งหลาย มาถึง กทม. แล้วเป้าหมายแรก ก็คือ กระทรวงสาธารณสุข เพราะว่า ขุ่นพ่อต้องไปจัดการเอกสารเกี่ยวกับแพทย์แผนไทย เจ๋งปะละ /me มีพ่อเป็นหมอนะเอออ แต่บังเอิญว่าไม่ใช่หมอฝรั่ง แต่เป็นหมอต้มยาแผนไทย

ถึงแม้ว่า ความจริงแล้ว /me จะไม่เคยเห็นหม้อต้มยาก็เถอะนะ แต่ว่าที่บ้านก็มีห้องทำยาหม่อง กลิ่นตะไคร้ พิมเสน บลาๆ ฉุนจนอยู่เกิน 10 นาทีอาจจะตายได้เลยทีเดียว

แต่ก่อนที่จะเดินทางไปก็ต้องพักเติมพลังกันก่อนที่ ร้านหมูกรอบชื่อดัง ร้านหมูแดงนายไซ (หมูกรอบอร่อย แต่ร้านเป็นร้านหมูแดง?) ซึ่งเป็นหมูกรอบที่ได้ชื่อว่า อร่อยที่สุดใน กทม. เลยทีเดียว

//ขอใช้รูปจาก Sawasdee Bangkok เพราะกินเร็วมาก จนไม่ทันได้ถ่ายรูป

สำหรับใครที่อยู่ กทม. แต่ยังไม่เคยมากินร้านนี้ ให้รีบมาเลย เพราะที่นี้หมูกรอบเค้าเด็ดมากจริงๆ แถมพวกตือฮวน ต้มมะระ บลาๆ ก็อร่อยไม่แพ้กัน ร้านอยู่แถวๆซอยประชาชื่น ไม่ไกลจาก ม.เกษตร ซักเท่าไร พิกัด

หลังจากกินกันอิ่มแล้ว ขุ่นย่าก็เดินมาสะกิดแล้วส่ายหน้า “แบบนี้ไม่เอาแล้วนะ” เพราะว่าร้านนี้เสียดังเอามากๆ คนเยอะ พนักงานก็ตะโกนสั่งกันไปมา แต่ก็พูดต่อว่า “ถ้าซื้อกลับบ้าน ก็ยังโอเคนะ อร่อยดี” … เอิ่มมมมมม~

ต่อมาก็ออกเดินทางไปกระทรวงสาธารสุขเป้าหมายแรกของวันนี้กัน ซึ่งก็ไปง่าย เพราะโบกแท๊กซี่ไป 5555 ถึงแล้วก็ดร๊อปขุ่นพ่อไว้ที่นั้น คนอื่นๆก็ออกเดินทางต่อไป …Next station “เกาะเกร็ด”

เกาะเกร็ดนี้ เป็นเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเกิดจากการขุดคลองในสมัย ร.5 ทำให้กลายสภาพเป็นแผ่นดินที่มีแม่น้ำล้อมรอบ ดังนั้นการเดินทางไปเกาเกร็ดจึงต้องไปขึ้นเรือที่ ท่าเรือวัดสนามเหนือ

หลังจากที่ทุกคนจ่ายค่าข้ามฝากคนละ 2 บาทแล้ว /we ก็มาถึงแล้ววว ซึ่งภายในเกาะเกร็ดก็จะมีตลาด วัด หมู่บ้านขนมหวาน หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา แต่บังเอิญว่าวันที่ไป ดันเป็นวันธรรมดา ร้านค้าส่วนใหญ่ปิด!! อ่าวววววว เห้ยยยย สุดท้ายก็เลยไม่ได้เดินเที่ยวมาก ก็แค่ไปไหว้พระ ให้อาหารปลา

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี เพราะว่า ร้านข้าวแช่ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อก็เกาะเกร็ด เปิดอยู่ 1 ร้านถ้วน! ซึ่งแน่นอนว่าจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด จัดซิ

เพราะว่า ร้านอื่นๆปิดกันหมด เลยมีเวลาคุยกับป้าเจ้าของร้านอยู่นาน แถมกลายเป็นว่า แกเป็นคนใต้แถมยังอายุพอกับขุ่นย่าด้วยซะด้วย //โลกมันกลมแฮะ

หลังจากกลับจากเกาะเกร็ดแล้ว ก็มีเสียงโทรศัพท์มาจากขุ่นพ่อที่ไปจัดการเอกสาร ซึ่งได้ความว่า เพื่อนๆขุ่นพ่ออยู่ กทม. เหมือนกันก็เลยจะนัดไปหากันที่ Central Westgate เอิ่มมมม ไกลไปอีก แต่ก็หนะ จะห้ามก็ไม่ได้ เลยต้องปล่อยไป… แต่ตอนขากลับหนิซิ ได้เรื่อง เดี๋ยวรู้ๆ…

หลังจากที่ขุ่นพ่อหนีไปเที่ยวคนเดียวแล้วขุ่นแม่ก็ร่าเริงในทันใด #แมวไม่อยู่หนูร่าเริง ที่ต่อไปจึงกลายเป็นแหล่งช๊อปปิ้งไปโดนปริยาย ซึ่งที่แห่งนั้นก็คือ “ตลาดวังหลัง” ซึ่งก็ต้องเดินทางด้วยเรือยาวๆจากท่าเรือน้ำนนท์ ยาวๆไปจนเกือบสุดสายที่ท่าวังหลัง ถึงแม้ว่าสภาพแวลล้อมจะเสียงดังยังไง แต่ทั้งขุ่นแม่ และขุ่นย่าก็หลับกันได้ อย่างง่ายดาย

ตื่นมาอีกทีก็ ก็ขึ้นจากเรือเดินช๊อปปิ้ง ได้เสื้อดำมา 1 ea แต่ดูท่าแล้วขุ่นย่าจะเดินไม่ไหว จึงให้นั่งพัก แอบกินโรตีที่ร้านเซเว่นเซนต์ ปล่อยให้ท่านแม่ช๊อปให้สบายใจ

แต่ระหว่างนั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์ดัง คราวนี้ถึงคราวของการผจญภัยของขุ่นพ่อแล้ว แหมๆๆ ไปซะไกลเลย การเดินทางกลับก็เลยไม่ได้ง่ายๆนะซิ แถมจะให้ขึ้นรถเมลล์แลดูจะยากเกินไป ก็เลยปล่อยให้ขึ้น BTS สายสีม่วงมาสุดสายก่อน แล้วให้นั่งแท๊กซี่ไปที่พัก แต่เพราะความงก บอกว่า “แท๊กซี่มันแพง” กลายเป็นว่า งอแง ไปขึ้นรถเมลล์ฟรีมาที่ BTS หัวลำโพง ไหนๆก็มาใกล้ๆกันแล้ว ก็เลยนัดให้ขึ้นต่อมาที่ สนามหลวงเลยละกัน เฮ้อออออ~

//รวมแล้วเดินทางทั้งหมด 2 ชม.

/me และคนที่เหลือซึ่งรอลุ้นอยู่ ก็เลยข้ามฝากมาที่ท่ามหาราช เดินจ้ำๆกันไปที่สนามหลวง ถือเป็นการ survey ไปด้วยในตัว เดินไปได้สักพัก ก็มีคนแถวนั้นบอกว่าตอนนี้ขบวณเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ มาพอดี เลยได้รับเสด็จไปในตัว

หลังจากเดินถึงสนามหลวงแล้ว 3 ทุ่มกว่าก็ยังมีคนเยอะนั่งรอเพื่อกราบพระบรมโกศอยู่เยอะมากๆ แถมยังมีหมี่หน้าไก่ แจกด้วย เยี่ยมไปเลยย…

พอเริ่มกินได้ไม่นาน ขุ่นพ่อก็มาถึงพอดี ก็เลยขอหมี่มาคนละ 1 ea แล้วกินกันอย่างอร่อย กลับที่พัก เตรียมตัวไปกราบพ่อหลวงในวันรุ่งขึ้น..

วันที่ 2

ทุกคนต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 4 เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว ถึงแม้ /me จะนอนอู้ก็โดนบังคับให้ลุก ToT

หลังจากที่ทุกคนพร้อมก็ออกไปโบกแท๊กซี่ ซึ่งปกติแล้ว ตี4 น่าจะหาแท๊กซี่ยากพอสมควร แต่กลายเป็นว่าไม่ถึง 5นาทีก็ได้แท๊กซี่ใจดี 1 คัน พี่เขาเล่าว่า เขาขับช่วงนี้เพราะจะมารับคนที่ไปเคารพพระบรมโกศหนิแหละ แถมดูเหมือนว่าแกจะรู้ลู่ทางมาเป็นอย่างดี เยี่ยม!! เก็บวีลแชร์ขึ้นรถ แล้วก็ออกเดินทาง

นี้คือ สถาพ ณ เวลาตี 5 ตอนที่มาถึงปลายแถวสำหรับรอเพื่อเข้าพระราชวัง

เห้ยยยยย ตี 5 นะเว้ยยยย คนเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ แถวคิวก็ยาวววววววสุดๆ แถมยังดูเหมือนว่ายังยาวไปเรื่อยๆอีกด้วย ระหว่างที่เข็นวีลแชร์พาย่าไป ก็มีคุณตาที่ยืนข้างๆก็ถามว่า “หนูเอาวีลแชร์มาจาไหนเหรอ ตากลัวจะเดินไม่ไหวหนะ” ก็เลยได้คุยกัน เลยได้รู้ว่า คุณตาอายุ 90+ แล้ว แกอยู่มาตั้งแต่ในหลวงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แกชื่อชมในตัวท่านมาก ยังไงก็ต้องมาให้ได้ เลยให้ที่บ้านพามา คุณตาอดทนมากๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้จะช่วยแกยังไง สุดท้ายแกก็บอกว่า “ไม่เป็นไรๆ ตาทนได้” หลังจากนั้นก็คลาดกัน ไม่รู้นะว่าคุณตาจะได้เข้าไปกราบพระบรมโกศรึปล่าว ก็ได้แต่เอาใจช่วย สู้ๆนะครับคุณตา

อย่างที่บอกว่าแถวยาวสุดๆ แต่สำหรับคนพิการ หรือคนชรา พร้อมผู้ติดตามจะได้สิทธิพิเศษในการลัดคิวเพื่อเข้าพระบรมราชวังก่อนคนอื่น

ทำให้ /me และคุณย่าได้เข้าไปในพระบรมราชวังแต่ตั้ง 6 โมงเลย เยี่ยมมมมม แต่หลังจากเข้าไปแล้ว ดันตรงกับช่วงที่ทำวัตรเช้า(?) พอดี เลยมีขบวณเสด็จของทั้งสมเด็จพระเทพฯ และพระบรมฯ แต่ขุ่นย่า ไม่ได้เห็นขบวณเสด็จหรอกนะ เพราะแกหลับปุ๊ยบนวีลแชร์ จะไปปลุกก็ไม่ทัน 555

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้เข้าไปกราบพระบรมโกศ ซึ่งบรรยากาศ spiritual มากๆ ทุกๆคนจากทุกๆที่มาเพื่อเหตุผลเดียวกัน พร้อมเสียงสวดทำนองแปลกๆ Once in a lifetime สำหรับคนที่ศรัทธาในตัวท่าน อยากให้มาจริงๆ

หลังจากกราบตามขั้นตอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกไป ซึ่งในบริเวณนั้นเขาห้ามถ่ายรูป แต่จะได้ของที่ระลึกเป็นภาพถ่ายเบื้องหน้าพระบรมโกศ 1 รูป และข้าวสารพอเพียง ไปแทน

หลังจากนั้นก็เดินไปรอบๆ รอคนที่เหลือ หลังจากติดต่อกันพบว่า 10.00 แล้ว แถวปกตินั้นยังไม่ขยับไปไหนเลย น่าจะอีกนานนน ก็เลยเปลี่ยนไปกำหนดการพาขุ่นย่าไปไหว้วัดพระแก้วก่อนละกัน เข็นๆๆ แวะถ่ายรูปหน้ามหาลัยศิลปกร

ไปนั่งตากแอร์ที่สตาร์บั๊ค แล้วก็จะไปเดินเล่นๆที่มิวเซียมสยาม แต่ไปถึงแล้วก็ไม่ได้เข้าไปเพราะปิดปรับปรุง เลยพากันไปต่อที่วัดราชบพิธฯ

แล้วสุดท้ายก็จบลงที่วัดภูเขาทอง

//ไม่มีปัญหาถ่ายรูปจากมุมนี้แฮะ ขออนุญาตเอารูปมาจาก ref

รอแล้วรออีก คิดว่าคงอีกนานกว่าที่คนที่เหลือจะเสร็จ บวกกับขุ่นย่ามีท่าทีจะเป็นลมซะแล้ว สงสัยเที่ยวหนักเกินไป ก็เลยตัดสินใจกลับที่พักไปนอนในห้องแอร์เย็นๆกันก่อน หลังจากนั้น 5 โมง ก็มีเสียโทรศัพท์ “ในที่สุด ก็ได้เข้าไปกราบพระบรมโกศแล้ว” ยินดีด้วยนะครับคุณพ่อแม่ คุณได้ทำมิชชั่นยาว 12 ชม. สำเร็จแล้ววว

แล้วจบด้วยการที่ขุ่นพ่อ กลับไปนอนยาวๆ ไม่ได้ออกมากินข้าวเย็น ส่วนขุ่นแม่ก็แจ้นมากินส้มตำกับ /me และขุ่นย่า แล้วกลับไปนอนอย่างรวดเร็ว #OnecInALifetime #กราบพ่อ

วันที่ 3

หลังจากกราบในหลวงมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเป็นการเที่ยวจริงๆซักที ซึ่งที่เลือกไปอยุธยานี้ก็เพราะว่า ถือเป็นโอกาศไปไหว้พระ 9 วัดเสริมศิริมงคล ซึ่งเหมาะกับวัยหนุ่มๆสาวๆอย่างขุ่นย่าเป็นอย่างดี :))

สำหรับทริปนี้ ตอนแรกคิดว่าจะเหมารถขับไปกันเอง แต่ดูเหมือนว่าจะลำบากไปซักหน่อย แถมราคาสำหรับเหมารถแค่ 1 วัน มันแพงกว่าปกติมากๆ //ไม่คุ้มเลยแฮะ ซึ่งไอเดียของคุณแม่ก็คือ ให้ไปเหมาทัวร์ที่อยุธยาซะเลยก็เลยลองค้นๆดู มีจริงๆด้วยแฮะ เป็นบริการรถตุ๊กตุ๊กนำเที่ยว มีหลายแพ็คเกตเลย ถ้าใครสนใจสามารถไปหาได้ที่ บขส.อยุธยา ได้เลย แต่ /me กลัวว่าจะแป๊ก ก็เลยติดต่อลุงคนนึงไปก่อนล่วงหน้าซะเลย ชื่อ ลุงธง ติดต่อ ซึ่งลุงแกรับเหมารถตุ๊กตุ๊กแบบนี้ อยู่ตลอด ติดต่อง่าย แถมสุภาพมากๆ /me ก็เลยปล่อยหน้าที่พาเที่ยวไปให้ลุงธงจัดการ //สบายแฮ

ดังนั้น เรื่องสุดท้ายที่น่าเป็นห่วง ก็เหลือแค่ /กรูจะไปอยุธยายังไงวะเนี๊ยะ ตอนแรกก็ไม่กังวลอะไรหรอกนะ แต่หลังจากคุยๆกับพี่แท๊กซี่ระหว่างวันที่ 1,2 ทำให้พึ่งรู้ว่า จุดขึ้นรถตู้ไป ตจว. โดยย้ายจากอนุสาวรีย์เรียบร้อยแล้ว แยกไปสายใต้บ้าง หมอชิตบ้าง เอกมัยบ้าง อ่าวชิปละ แล้วรถตู้กรุงเทพ-อยุธยา ย้ายไปที่ไหนละเนี๊ยะ?

ค้นกูเกิลตั้งนานก็ไม่รู้อยู่ดี สุดท้ายรู้เพิ่มเติมว่า สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่า “รถตู้ย้ายไปที่ไหน” ให้โทรไปถามได้ที่ 1490 เห้ยยย ได้เรื่องแฮะ ก็เลยสรุปได้ความว่า “รถตู้กรุงเทพ-อยุธยา ย้ายไปที่หมอชิตละฮะ”

//อยากเล่านิดนึง

ระหว่างวันที่ 2 ตอนที่ขึ้นแท๊กซี่ /me ก็คุยๆกันเรื่องว่าจะเดินทางมาอยุธยายังไงดี พี่แท๊กซี่ก็บอกว่า “มันย้ายแล้วนะน้อง” อะเค ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่แท๊กซี่คนนี้ที่บอกให้รู้ แต่หลังจากนั้น ตลอดทาง ประมาณทุกๆ 5 นาที พี่แท๊กซี่เขาก็จะพูดว่า “รถพี่ก็วิ่งไปอยุธยาได้นะครับ เหมาแค่ไม่กี่บาทเอง”, “อยุธยาก็ไม่ไกลนะครับ ไปแท๊กซี่ก็ได้”, “ขับไปอยุธยา ไม่ไกลนะครับเนี๊ยะ ถ้าเหมาแท๊กซี่ไปสะดวกดีนะครับ” ซึ่งพี่เขาพูดแล้วทุกคนก็เงียบบบบ เอิ่มมมมมม คือ พี่ครับ hard sell มากมาย อยากจะบอกว่า “ผมไม่ไปกับพี่ครับ” ก็เกรงใจ กลัวโดนถีบออกจากรถ ก็เลยทนฟังอยู่ 30 นาที วนไปซิ ใครจะอาละวาดก่อนกัน 5555 สุดท้ายแล้วผู้ชนะก็คือ /we #เดี๋ยวให้ขุ่นย่าสวดทำวัตรเช้ากลบซะเลย

ในที่สุดก็มาถึง

หลังจากจ่ายไปคนละ 60 บาท กับการเดินทางประมาณ 1.30 ชม. (มั้ง?) พวกเราก็มาถึงอยุธยา พร้อมกับทักทายลุงธง กับรถตุ๊กๆคันใหญ่ นั่งได้ 6 คนแบบชิวๆ (มีญาติมาเพิ่มอีก 2 คน)

แล้ว /me ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ในการนำเที่ยวทั้งหมดให้ลุงธง
ซึ่งวัดแรกที่ไป ก็คือ #วัดใหญ่ชัยมงคล ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีประวัติมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จุดสำคัญของวัดนี้ ก็คือ เจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร

//ชักภาพหมู่ 1 รูป

เดินไปเดินมา เห็นดอกเฟื้อฟ้ากำลังบาน แถมมีหลายสีซะด้วย ชักภาพให้นางแบบของเราอีก 1 รูป

//กวาดสายตาเซ็กซี่ด้วยนะเออ นางแบบยังอาย

แต่น่าเสียดายที่ ไม่สามารถถ่ายรูปเจดีย์ได้เพราะว่า มันย้อนแสงมากๆ ขออนุญาตแปะรูปจาก เวปไซท์เมืองอยุธยา แทนละกัน

ต่อมาก็นั่งรถมาต่อที่วันที่ 2 #วัดพนัญเชิงวรวิหาร

แรกเห็นนึกว่า หนิมัน อ๊าม(ศาลเจ้าจีน)แถวบ้านหนิหน่าาา เพราะว่าวัดพนัญเชิง เป็นใกล้ๆวัดมีศาลเจ้าอยู่ด้วย จึงเกิดเป็นการผสมผสานกันระหว่าไทย-จีน หลังจากเข้าไปภายในวัดก็จะพบพระใหญ่ หรือ หลวงพ่อโต ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑

นอกจากนี้ด้านนอกใกล้ๆกันก็ยังมี ตำหนักเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ซึ่งเป็นศาลเจ้าของคนเชื้อสายจีน

เที่ยวมา 2 วัด แปปเดียวก็เกือบเที่ยงแล้ว ตลอดทางทั้งขุ่นแม่ และขุ่นอาที่มาด้วยกัน เล็งกันมาเป็นอย่างดีว่า ต้องไปกิน “ก๊วยเตี๋ยวเรืออยุธยา” ให้ได้ ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามนั้น ลุงธงเลยจัดให้พวกเราแวะกินข้าวกันที่ร้าน
ก๋วยเตี๋ยวลุงเล็ก ซึ่งลุงธงรับประกันว่า อร่อยแน่นอน

หลังจากนั้นก็ลุยกันกับวันที่ 3 #วัดแม่นางปลื้ม ลุงธงเล่าว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดเล็กๆ แต่ก็เป็นวัดที่สร้างโดยพระเจ้าตากสินเลยทีเดียว

ภายในจะเห็นพระพุทธรูปองค์สีขาว เป็นเอกลักษณ์และสวยมากๆ

//มีสิงห์ด้วยนะ เท่ห์สาสสส

หลักจากนั้นก็ออกจากวัดเพื่อเดินทางไปสู่วัดที่ 4 #วัดธรรมมิกราช จะพบซากวิหารหลวงซึ่งมีเพียงเสา เพราะถูกทำลายไปในช่วงเสียกรุงครั้งสุดท้าย

แต่ก็ยังมีการค้นพบเศียรของพระประธานเก่าแก่ แต่น่าเสียด้ายที่โดนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา แล้ว //แต่ที่วัดก็มีรูปปั้นจำลองนะ

ต่อมา วัดที่ 5 #วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดที่มีความสำคัญเพราะว่าเดิมเป็นวัดที่พม่าใช้ตั้งฐานบัญชาการ จึงเป็นวัดเดียวไม่ได้ถูกพม่าทำลาย ทำให้มีสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาในสภาพสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ ตามแบบฉบับอยุธยา

นอกจากนี้ยังมีพระคันธารราฐ ซึ่งพระพุทธรูปศิลา อายุ 600 กว่าปี

ซึ่งในพระวิหารที่ประดิษฐานพระคันธารราฐ ก็เห็นลายเขียนตามผนัง ซึ่งถ่ายทอดวิถีชีวิตของชาวบ้านได้อย่างสวยงาม

หลังจากเดินมาหลายวัด ขุ่นย่าเริ่มบ่นว่าเหนื่อยละ สู้ๆ อีกนิดเดียวก็จะครบ 9 ละนะ

และ วัดที่ 6 ก็เป็นวัดที่อยู่ใกล้ๆกัน ชื่อว่า #วัดเชิงท่า ระหว่างที่ /me เดินๆ อยู่ๆก็มีน้องคนนึงเข้ามาอธิบายนู้นนี้ๆ เห้ยยย มันน่าสนใจมากๆ หลังจากฟังน้องเล่าเรื่องซักพัก ก็เลยพบว่า น้องเป็นคนอยู่แถวนี้ ว่างๆก็จะมาเป็นไกล์ท้องถิ่นอาสาสมัคร ซึ่งสิ่งที่น้องเล่า ทำให้รู้สึกทึ่งมากๆ เพราะแค่วัดเล็กๆ ก็มีประวัติมากมายให้ศึกษาแล้ว แถมน้องยังเล่าได้น่าสนใจมาก //ขุ่นแม่ชอบมาจัดทิปให้หนักเลย

วัดเชิงท่านั้นเป็นสำนักของพระอาจารย์ทองดี ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เรียนรู้วิชาต่างๆ จากที่วัดแห่งนี้

เนื่องจากวัดเชิงท่าตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ ในปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ วัดแห่งนี้ก็โดนน้ำท่วมไปทำ ทำให้จิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่ชำรุดไปมาก น่าเสียดายมากๆ

ต่อมาก็มาสู่วัดที่ 7 #วัดกษัตราธิราชวรวิหาร วัดนี้ดูๆไปแล้ว จะพบว่าเหมือนวัดที่พึ่งสร้างใหม่มากๆ เพราะได้รับปฏิสังขรณ์ใหม่ ซึ่งจัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ได้บรรยากาศดีมาก นั่งพักแบบชิวๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไป

ที่วัดแห่งนี้ ว่ากันว่ามีอดีตเจ้าอาวาสเป็นถึงเกจิอาจารย์ชื่อดัง แต่น่าเสียดายที่ /me ไม่ได้สนใจสักเท่าไร เลยเปลี่ยนไปสนใจให้อาหารปลาแทน ซึ่งปกติแล้ว ปลาในวัดมักเป็นปลาสวายตัวโตๆ หรือไม่ก็ปลาดุก ปลาช่อน แต่ที่นี้เป็นปลาตะเพียน แปลกตากเหมือนกัน

ใกล้จะครบตามเป้าหมายแล้ว…

ต่อมาก็วัดที่ 8 #วัดท่าการ้อง ซึ่งเป็นวัดที่แตกต่างจากที่อื่นมากเลยทีเดียว เพราะแอบเป็นวัดเชิงพาณิชย์ไปซักหน่อย จุดที่น่าสนใจเลยไม่ใช่วัดแต่กลายเป็นตลาดน้ำที่อยู่ในตัววัด //แต่วันนี้มันไม่มีตลาดน้ำ ToT

ด้วยความเป็นวัดพาณิชย์ ที่นี้จะมีกล่องบริจาคเยอะมากๆ ขุ่นย่าก็เล่นจะหยอดทุกกล่องที่เป็นไปได้เพื่อทำแต้ม ม่ายยยยยย /me ก็เลยต้องเข็นไปรอบๆ แล้วออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ขุ่นย่าจะหมดตัว //ขุ่นย่าเป็นคนใจบุญ

หลังจากรอด ตู้บริจาค crisis มาแล้วก็เข้ามาสู่วัดสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด วัดที่ 9 #วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ในเขตพระราชวังโบราณ โดยเป็นวัดประจำพระราชวัง เป็นที่ที่เก็บอัฐิของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นวัดนี้จึงมีความใหญ่และหรูหรามาก โดยเฉพาะเจดีย์ใหญ่ 3 องค์

ซึ่งใกล้ๆกัน ก็มีวิหารพระมงคลบพิตร แต่ดันไปในช่วงที่กำลังปิดปรับปรุง ทำให้ไม่มีภาพมาให้ดู

//ภาพจาก wikipedia

และใกล้ๆกันก็มีวัดโบราณอีกวัด คือ วัดพระราม ซึ่งเป็นวัดที่มีพระปรางค์ขนาดใหญ่ ตามศิลปะแบบเขมรโบราณ

รอบๆวัดพระยาม จะมีแก๊งช้างเดินอยู่ไปมา ระหว่างเข็นไปใกล้ๆ คุณย่าบ่นยกใหญ่ “อย่าเข้าไปใกล้ซิ เดี๋ยวมันเหยียบเอา” 555

ถึงตอนนี้ก็ครบ 9 วัดเรียบร้อยแล้ว แต่มาถึงอยุทธยาทั้งที ยังขาดอีกที่ที่ต้องไปถ่ายรูปให้ได้ /me เลยขอให้ลุงธงช่วยพาไปให้หน่อย เพราะอยู่ใกล้ๆกัน

สิ่งที่ /me อยากไปถ่ายรูปก็คือ สิ่งนี้

เป็นเศียรพระพุทธรูปกว่าร้อยปีในรากไม้ ภายในวัดมหาธาตุ Signature สำคัญของเมืองอยุธยา

## MISSION COMPLETE ##

หลังจากทัวร์มาทั้งวัดแล้ว ก็ถึงเวลากลับ ลุงธงก็มาส่ง /we ที่ท่ารถตู้พร้อมเดินทางกลับเมือง กทม. ซึ่งโชคดีมากๆ เพราะเป็นรอบสุดท้ายพอดี เกือบพลาดแล้วเชียว แต่ก่อนที่รถจะออก อยู่ๆก็มีฝรั่งพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ 2 คน จะไปด้วย แต่ดันกลายเป็นว่าที่ไม่พอสำหรับกระเป๋าใบใหญ่ของทั้งคู่ เลยเสียเวลาหลายนาทีในการเจรจา ท้ายที่สุดก็มีฝรั่งอีกคนที่อยู่บนรถช่วยเจรจา //ยินดีด้วยนะครับ

/// รอลงรูปลุงธง

บะ บาย อยุธยา

หลังจากรถตู้ไปส่งทุกคนที่ BTS จตุจักร ก็เล่นเอาเกือบ 1 ทุ่มแล้ว ที่สุดท้ายก่อนหมดทริปนี้ ก็คือ อาหารมื้อเย็นที่ถนนเยาวราช

ร้านที่ /me พาไปกินก็คือ ก๊วยจั๊บอ้วนโภชนา ร้านหน้าโรงหนัง

ซึ่งเราจะได้รสก๊วยจั๊บเข้มๆ กับรสพริกไทย ดีมากๆ และนอกจากร้านนี้ /me ก็ยังไปกินก๊วยเตี๋ยวคั่วไก่กระทะทองเหลือง(อะไรสักอย่างหนิแหละ) นอกจากรสชาติงั้นๆแล้ว ราคาก็แพง ให้น้อย แถมเจ้าของร้านมารยาทแย่มากถึงมากที่สุด บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงอยู่ได้มานานถึงขนาดนี้ //ถ้าเจ๊งวันไหน บอกด้วยนะจะไปฉลอง

ทุกทริป ก็ต้องมีจุดเลิกลา…

ก่อนจะจบบันทึกนี้ขอยกคำพูดที่คุณย่าพูดระหว่างเดินทางกลับจากอยุธยา

มาดูวัดเก่าพวกนี้แล้วมันเศร้านะ เสียดายที่มันเสื่อม มันโดนทำลายลงไป ก็เหมือนคนหนิแหละ มาแล้วก็ไป ถึงมันจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ฟังกี่ทีก็จะร้องทุกที

— คุณย่าผู้น่ารัก

สุดท้ายทุกคนก็กลับถึง ภูเก็ต โดยสวัสดิภาพ ส่วน /me ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป

สำหรับ /me คำว่า บ้าน มันคงไม่ได้หมายถึงที่ที่เป็นสิ่งก่อสร้างสำหรับอยู่อย่างเดียว บางทีแค่ได้เจอกันแบบนี้ หอพักคุรุสภา ก็กลายเป็นบ้านที่อบอุ่นได้เหมือนกัน ถึงจะแค่ไม่กี่วัน

//บะบาย

Tell your friend about thisShare on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on Google+
Google+
0