เวลาผ่านไปเกือบจะ 1 ปี พึ่งจะกลับมาเขียนบล๊อค

เดิมที ทริปนี้เริ่มต้นขึ้น หลังจากเหล่าเพื่อนๆที่อกหักจากเขาช้างเผือก

ปีที่ผ่านๆมา เริ่มมีคนสนใจเดินป่ากันมากข้ึน อุทยานหลายที่มีการจำกัดช่วงเดินป่า จำนวนจำนวนคนต่อวัน และหนึ่งในนั้นคือ เส้นทางเดินป่าเขาช้างเผือก จำกัดไปได้ไม่เกิน 60 คนต่อวัน ต้องโทรจองล่วงหน้า 1 อาทิตย์ โทรติด จองได้กรุ๊ปละ 10 คน หืมมมม

ขอระบายความในใจว่า /me ต้องแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ 7โมงเช้า กระหน่ำโทรจนถึง 10โมง แล้วพบว่า โทรไม่ติดแม้แต่สายเดียว ทำแบบนี้ย้ำๆอยู่ 5 วัน จนสุดท้ายเลิก!! เราขาดกัน

ใจที่บอบซ้ำจากเขาช้างเผือก ก็ค่อยๆโดนชักจูงอย่างง่ายดาย เพื่อนๆคนอื่นๆก็ทยอยทิ้ง /me ไป จนเหลือสมาชิกแค่ 4 คน ไหนๆก็จะตัดสินใจมาเดินป่าแล้ว ก็ต้องไปให้ได้ละวะ ค้นไปค้นมา ในที่สุดก็มาลงเอยที่ “ดอยหลวงเชียงดาว” by คลุกฝุ่นทัวร์

ขอบอกไว้ก่อนว่า จริงๆแล้วแทบจะไม่รู้จักดอยพวกนี้เลย ถือเป็นมือใหม่แห่งวงการเดินป่าเลยก็ว่าได้ ก่อนไปจึงต้องกูเกิลอยู่นาน พึ่งมารู้ว่า ดอยหลวงเชียงดาว เป็นดอยที่สูงเป็นอันดับ 3 ของไทย สูงจากระดับน้ำทะเล 2,225 เมตร มีดาวเด่นประจำดอยเป็นเจ้าดอกเทียนนกแก้ว ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำถิ่น ออกดอกช่วง พ.ย.

แปลว่า ช่วงที่ /me ไป มันก็ร่วงโรยไปแล้ว โดยสดุดี

ทริปนี้เป็นทริป 2 วัน 2 คืน เริ่มต้นออกเดินทางเย็นวันศุกร์ที่ 27 ม.ค. ที่ BigC สะพานควาย กินข้าวแล้วขึ้นรถ

ดูสีหน้ายิ้มแย้มของทุกคน 🙂

มิตรสหายเหล่านี้ คงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรบ้างหลังจากขึ้นรถไป

หลังจากขึ้นรถ แต่ละคนก็แยกย้ายกันนอน ออมแรงสำหรับเดินป่าในเช้าวันต่อมา

สภาพหลังจากนอนในรถ 8 ชม.

หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางไปรายงานตัวที่ อช. พร้อมกับจัดแจงแบ่งของที่ให้ลูกหาบแบกขึ้นไป /me เข้าใจว่า ที่ลานกางเต้นท์ไม่มีน้ำ น้ำทุกหยดที่ใช้ดื่มใช้กิน จะต้องแบกกันขึ้นไปกันเอง “น้ำทุกหยดมีคุณค่า” พระแม่คงคาที่เคารพ ลูกสำนึกบุญคุณแล้วจ้า

จากนั้นก็ไม่รอช้า นั่งรถยาวๆไปจุดเริ่มต้น “เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติดอยเชียงดาว” ที่ ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว ที่ตรงนี้ จะมีโอกาสได้ถ่ายรูปสวยๆกับดอกพญาเสือโคร่ง ปลอบใจก่อนการเดินทรหดอีก 8.5 km.

เส้นทางเดินป่าที่ดอยหลวงเชียงดาว จริงๆแล้วมี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางเด่นหญ้าขัด (8.5 km) กับ เส้นทางปางวัว (6.5 km)

ซึ่งพี่เอ๋ซังกุง ผู้นำทีมบอกให้ทุกคนเลือกเป็น เส้นทางเด่นหญ้าขัด ซึ่งเป็นเส้นทางค่อนข้างเรียบๆ เดินสบายกว่า แต่ไกลกว่า แต่ขากลับเราจะใช้เส้นปางวัวกัน

เริ่มออกเดินทาง

ในช่วงแรก ทุกอย่างเหมือนกำลังไปได้ด้วยดี เพราะเดินทางเรียบๆ คุยกับคนนู้นทีคนนี้ที สนุกไปเหมือนกัน ทริปนี้ หลังจากประสบการณ์ทั่วเถื่อนมาแล้ว /me เลือกที่จะจอยทริปเป็นกรุ๊ปทัวร์ เป็นการเดินป่าแบบไปกันหลายๆคน หนึ่งในสมาชิกที่เดินด้วยกัน มีคุณลุงอายุ 60+ ไปด้วย ระหว่างทางก็เดินคุยกับคุณลุงก็สนุกไปอีกแบบ

ระหว่างทางมีต้นพญาเสือโคร่งด้วย เด่นเป็นตระหง่านกลางป่าใหญ่

ยิ่งเดินยิ่งชัน ตลอดทางเริ่มมีแต่เดินขึ้นเขารัวๆ /me เริ่มเดินไปบ่นไป แอบสงสารหลวงพี่/กันต์ที่ไปด้วยกัน ฟังคำบ่นจนหูชาไปแล้ว

ทริปนี้ /me ไปกับเพื่อนๆอีก 3 คน คือ หลวงพี่, กันต์ และ อิโต โดยปกติแล้ว แต่ละคนก็จะเดินฝีเท้าไม่เท่ากัน ดังนั้นตลอดทาง เราจะแยกๆกันไป ไม่อยากให้ใครรอใคร ถ้ารอกันไปรอกันมา มันอาจจะเหนื่อยกว่าเดิม รู้ตัวอีกที /me ก็อยู่ตัวคนเดียวไปตอนไหนก็ไม่รู้ ระหว่างทางก็เดินไปถ่ายรูปไป

ตลอดสองข้างทาง จะเป็นวิวกว้างๆของป่า ไม่น่าเชื่อว่า ป่าเขียวๆ มองกี่ทีๆก็ดูสบายตา

ได้ยินคำๆนึงจาก พี่เอ๋ พี่เลี้ยงประจำทริปว่า “อย่ามัวแต่คิดว่าเขาเปลี่ยนไป บางทีเขามันอยู่เหมือนเดิมของมัน แต่เราต่างหากที่เดินออกจากที่เดิม”

อย่างที่บอกว่า ทริปนี้ /me เป็นการจอยทริปกันหลายๆคน เราจึงมีพี่เลี้ยงหลายๆคนคอยดูแล หนึ่งในนั้นคือ พี่เอ๋ ผู้มากับเสียงเพลงตลอดทาง (มีลำโพงติดตัว) เดินใกล้ๆพี่เอ๋ ก็จะเพลินๆไปอีกแบบ

//”ฮึบ อีกนิดเดียวก็ใกล้ถึงลานกางเต้นท์แล้ว” //ประโยคที่ฉันเกลียดประจำวัน

น่าเสียดายที่ เวลาผ่านไป 1 ปีแล้ว ก็เลยจำคำที่พูดตอนนั้นได้ไม่หมด หว่าาาา~

แต่ในที่สุด ขาสองข้าง ก็พา /me มาถึงลานกางเต้นท์จนได้ ซึ่งมีพี่เอ๋ กับพี่เคท (พี่เลี้ยงอีกคน) จัดที่ให้เรียบร้อยแล้ว เย้ ไปถึงทุกคนก็ถอดรองเท้า ลงตัวลงเบาๆ ณ จุดนี้ดินแข็งๆก็นอนได้สบายๆ

ถึงลานกางเต้นท์แล้ว ก็ตระเวนเดินตามหาสมาชิกคนอื่นๆ ดูเหมือนว่า อิโต หายไปไหนก็ไม่รู้ ซึ่ง /me เข้าใจว่าตลอดทางว่า มันเดินมาเร็วมาก น่าจะเซงหน้ามาตั้งนานแล้ว แต่มารู้ทีหลังว่า มันเท้าพลิก /me แซงไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ฮืออออออ ส่วนนี่ก็รีบมาก เพราะว่ากะจะเดินตามให้ทัน โถ่ววววว~

ยังดีที่มันพาตัวเองมาจนถึงแคมป์จนได้

วันแรก ทุกคนก็จะว่างๆ ช่วยกันทำกับข้าวกันไป เย้ เย้ แต่ใครใคร่จะไปดูพระอาทิตย์ตกก็ไป และแน่นอนว่า /me เลือกทำกับข้าว //เห็นแก่กินสุดๆ

ซึ่งในที่สุดเมนูวันนี้ก็เสร็จ ต้มยำร้อนๆ, ผัดถั่วลันเตา, ลูกชิ้นทอด และ ไข่เจียวนิ่มๆ อาหารพื้นๆแบบนี้ก็ทำให้ทุกคนฟินได้ ทุกอย่างมันดีย์

เสียแต่ว่า ทริปนี้ไม่ค่อยมีขาเบียร์ไปกันเยอะ บรรยากาศตอนค่ำคืนก็จะดูเหงาๆเล็กน้อย ทุกคนต้องรีบเข้าเต็นท์ เพราะพรุ่งนี้เราต้องขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดดอยกิ่วลมกันตั้งแต่ตอนเช้า

หลังจากนอนไป 1 คืน ทุกอย่างก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทุกคนเริ่มตื่นกันตั้งแต่ตี 5 โดยมีพี่เคทนำทางขึ้นกิ่วลม อยากบอกว่า มันชันมาก ต้องปีน ไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ความพีคก็เริ่มมา เมื่อ /me พบว่า ข้าศึกกำลังมา ทำไงดีย์

จะบอกว่าที่ดอยหลวงเชียงดาว นอกจากไม่มีน้ำแล้ว ยังไม่มีส้วมด้วย (จริงๆแล้วมีส้วมหลุม แต่เปิดเข้าไปมันจะขมคอหน่อยๆ)

ตลอดทางจึงจะมีจุดให้ทุกคนเข้าไปเช็คอินตามจุดของตัวเอง (วิถีทำลายธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่มันอั้นไม่ไหวจริงๆ)

หลังจากขึ้นกิ่วลมไปได้ไม่นาน /me ก็ได้ประสบการณ์แรกในส้วมธรรมชาติ ซึ่งมันจะหวิวๆหน่อย กราบกันต์ที่มีทิชชู่เปียกให้ยืมใช้ ไม่งั้นใบไม้แถวนั้นคงเปื้อนไปหมดแน่ๆ แค่คิดก็แสบตูดไปอีก

(มารู้ทีหลังจากอิโตว่า /me น่าจะไปเช็คอินใกล้ทางเดินไปหน่อย มีคนเดินผ่านไปมาๆ แต่พยายามให้กำลังใจตัวเองว่า อิโตคงเข้าใจผิด แต่ความจริงเป็นยังไง ส่วนตัวก็ไม่อยากไปนึก เขินจ้าาาา~)

บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า “ทิชชู่เปียก คือ สิ่งจำเป็น โคตรๆ”

หลังจากเช็คอินไปได้สักพัก เราก็เริ่มเห็นท้องฟ้ามีการเปลี่ยนแปลง จากดาวบนดินเริ่มหายไป ดวงอาทิตย์สีส้มๆก็เข้ามาแทน แอบเห็นหมอกอยู่ไกลๆ เป็นบรรยากาศที่สวยเอามากๆ ถามตัวเองว่า คุ้มค่าไหม? ตอบได้เลยว่า คุ้มมาก

ความดีย์ต่อใจ คือ ตรงกิ่วลมนี้ มีมาม่า+โอวันตินร้อนๆ มาชงให้กินระหว่างดูพระอาทิตย์ บรรยากาศหนาวๆ วิวสวยๆ กับมาม่าอุ่นๆ อะไรมันจะลงตัวได้ขนาดนี้

หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว ก็ถึงเวลาเดินสำรวจ เพราะว่าตรงนี้ สามารถแยกไปได้ 2 ทางคือ กิ่วลมเหนือ กิ่มลมใต้ ซึ่งเรามีเวลาทั้งวันในการสำรวจกิ่วลมทั้ง 2

ที่น่าต้องระวัง คือ จะมีเส้นทางลับอยู่ตลอดทางซึ่งเป็นจุดเช็คอินของเหล่ารุ่นพี่ๆที่มาก่อน ดังนั้น เดินไปก็ต้องระวังไป อย่าไปเดินทับที่คนอื่น อย่าหาว่าไม่เตือน แต่จุดเช็คอินบางคนก็แปลกไปสักหน่อย

คือแบบบางทีเห็นกองทิชชู่อยู่ร่องที่เป็นเหว จินตนาการว่า ต้องหย่อนตูดลงไป มีลมโกร่กระว่างเช็คอิน รุ่นพี่ท่านนี้คงมีอารมณ์สุนทร์ไม่น้อยเลยทีเดียว

กลับมาจากยอดดอย สิ่งที่มาต้อนรับ คือ โรตีนมข้นหวานกับวิปปิงครีมสตอว์เบอร์รี่ เห้ยยย ใครบอกว่าบนดอยต้องกันดาน อดมื้อกินมื้อ

ตอนนี้ กินดีอยู่ดีกว่าอยู่ที่หออีก แกร มันดีต่อใจจริงๆ แต่มันหายไปเร็วมาก พายุเข้าหรือไร? ทุกคนดูหิวโซ

หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มเดินทางไปไฮไลต์ของทริปนี้ ดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งจะเป็นจุดที่มองเห็นยอดดอยปีระมิด และดอยสามพี่น้อง เรียงกัน ท่ามกลางก้อนสีส้มร้อนแรง

แต่ทางเดินรอบนี้ เป็นดินแดง มันจะลื่นๆหน่อย แต่ไม่ลำบากเกิดความพยายาม อุตส่าห์มาจนถึงขนาดนี้แล้ว

สองข้างทาง มีดอกอ้อมดอยที่กำลังร่วงโรย

ในที่สุด เราก็มาถึงยอดดอย วิวราคา 10ล้าน ที่อยากให้ทุกคนมาดู

พระเอกอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ คือ วันนั้น /me โชคดีมากๆที่ได้เห็นเลียงผาด้วย พี่ชาวบ้านเขาชี้ให้ดู ซึ่งมันอยู่ไกลลิบๆ /me มองตาเปล่า ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอย ไม่รู้สายตาพวกพี่ๆเขาทำด้วยอะไร //มนุษย์ดัดแปลงรึปล่าวเนี๊ยะ เขาชี้ให้ดู แล้วเซตกล้องส่องทางไกลให้ เลยมีโอกาสได้เห็น มันดุ๊กดิ๊ก น่ารักไปอีก

ชาวบ้านว่ากันว่า มันเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นได้เจอมันตัวเป็นๆแบบนี้ ถือว่า โชคดีเอามากๆ

ดูเลียงผาเพลินๆ ในที่สุด พระอาทิตย์ก็เริ่มตกดิน ทุกอย่างเริ่มกลายเป็นสีส้ม บรรยากาศโรแมนติก ฮืออออออออ //แฟนฉันอยู่ที่ไหนบอกฉันที

ค่ำคืนนี้ จัดเต็มอีกมื้อด้วย จิ้มจุ่มหมู กับ ลาบ แซ่บคร่าาาาา~

ดูเหมือนทุกคนจะเดินลงมากันแบบเหนื่อยๆ ระหว่างนอนคุยเล่นกัน หลังจากกินข้าว ดูเหมือนว่าจะมีคู่หนุ่มสาวเต็นท์ข้างๆ เข้าเต็นท์กันไป เต็นท์สั่น พร้อมกับแสดงหนังตะลุงให้พวกเราดู หึ หึ หึ หึ~

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มีแสงก็จะมีเงา

ผมไม่ได้ตั้งใจดูนะเพ่ เงามันเกิดเอง แต่เหมือนกับว่าเราดูกันเสียงดังไปหน่อย เขาเหมือนจะรู้ หว่าาาาา~

กลับเข้าเต็นท์ นอนที่นี้อีก 1 คืน

รุ่งเช้านี้ วัดสุดท้าย ได้เห็นฟ้าใสๆอีกครั้ง กำลังพลเริ่มลงจากดอย

แต่ครั้งนี้ เราจะใช้เส้นปางวัว ที่พี่ๆคนอื่นๆขู่กันว่า พวกเอ็งต้องลื่นแน่ๆ เพราะมันชันมากๆ เตรียมตูดกันไว้ดีๆ

แต่มันก็ลื่นจริงๆนะ แถมชันด้วย //แต่นี่ทรงตัวดี ไม่ลื่นฮะ //ตบมือ

แสงปลายทาง

ดูเหมือนว่า การเดินทางรอบนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว

อาบน้ำ ล้างตัว แล้ว ออกเดินทางกลับสู่ กทม.

ภาพสวยๆพวกนี้ สุดท้ายมันก็กลายเป็นความทรงจำ ความน่าเสียดายอย่างเดียว คือ /me ที่ไม่กล้าไปทำความรู้จักคนอื่นๆให้มากกว่านี้ แต่เป็นทริปที่สนุกมาก อิ่มเอิบ อิ่มใจ ปีหน้าว่ากันใหม่ ดอยไหนจะเป็นดอยต่อไป ~

เวลาเห็นลมพัด ใบไม้ปลิว ดูไปมันก็เพลิน ชีวิตเราอาจจะไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ก็ได้

อยากหาก๊วนเดินป่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ

In the spring, at the end of the day, you should smell like dirt. — Margaret Atwood
Tell your friend about thisShare on Facebook
Facebook
56Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on Google+
Google+
0