ว่าไปแล้วส่วนตัวเห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นปี ดูแล้วก็ตั้งใจแน่วแน่มาตลอดว่า ไม่ว่ายังไงก็ตาม จะต้องไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เอาไปเลย 10/10 ชอบทุกส่วนในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น บท การแสดง เพลงประกอบ ทุกอย่างเหมาะกับความเป็นหนัง coming of age ดีต่อใจสุดๆ หัวใจพองโต

พักหลังๆ พบว่าเส้นทางชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้แนวหนังที่ดูก็ค่อยๆเปลี่ยนไป แต่หนัง coming of age, หนังในธีมเกี่ยวกับเรื่องราวการเติบโตของตัวละครในหนัง การก้าวผ่าน, ยังเป็นเรื่องที่ชอบอยู่เหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

และ Love, Simon ก็เป็นหนัง coming of age ชั้นดี ไม่ใช่แค่ชีวิตวัยรุ่น กับ ความรักน้ำเน่า แบบหนังทั่วๆไป แทรกประเด็ดที่น่าสนใจ อย่าง การเผชิญหน้ากับปัญหา ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ตัวตน ผสมเข้าไปอย่างลงตัว

เดิมทีพูดถึงหนัง LGBTQ+ มักจะนึกถึงหนังที่เข้าถึงยากๆ เน่ื้อหาแบบลึกซึ้ง เน้นอารมณ์ซับซ้อน อย่าง Brokeback mountain หรือไม่ก็ Moonlight ที่ /me ดูแล้วกลับมาคิดแล้วคิดอีกก็ยังไม่อิน

ช่วงแรกๆ พลอยคิดไปเองว่า Love, Simon จะเป็นหนังดราม่าหนักๆ ดึงอารมณ์เศร้าแบบสุดเหวี้ยง เหมือนเรื่องอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นหนังวัยรุ่นไฮสคูล เรียบง่าย ดูแล้วรู้สึกเบาสบาย ซึ่งถือว่าดี และใหม่มากๆ หลายๆคนพูดกันว่า เปิดโลกฮอลลี่วูดเลยทีเดียว และทำออกมาได้ดี สามารถเข้าถึงคนในวงกว้าง สำหรับใครที่กำลังลังเล ไปดูเลย สนุก และเข้าใจง่ายมากๆ

Love, Simon เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ Simon vs. The Homo Sapiens Agenda นิยายรักวัยรุ่นขายดี ผ่านมือกำกับของ Greg Berlanti และทีมเขียนบทจากหนัง The Fault in Our Stars

เอาจริงๆ ดูแล้วรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังรักชิวๆอย่าง Nothing hill, Love Actually ผสมกับธีมบรรยากาศจากเรื่อง Thirteen Reasons Why ประทับใจมากๆ

Love, Simon เป็นเรื่องราวของไซมอน วัยรุ่นอายุ 17 ที่มีชีวิตธรรมดา แต่มีความลับอยู่อย่างหนึ่ง คือ “เขาเป็นเกย์” จนกระทั่งได้เปิดเจอเว็บบล็อกของ บลู ที่กำลังเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ ไซมอนจึงตัดสินใจเปิดใจคุยกับบลู แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

Dear Blue, it doesn’t seem fair that only gay people have to come out. Why is straight the default? — Simon

เอาจริงๆ เกย์ กับ การยอมรับในสังคม ยังเป็นเรื่องยาก และซับซ้อน ถึงแม้ว่าปัจจุบัน หลายๆสังคมเปิดยอมรับความสัมพันธ์แบบนี้แล้ว แต่ก็ยังเป็นเรื่องแปลกในสายตาcomingของอีกหลายๆคน ทั้งๆที่มันเป็นแค่เรื่องความรู้สึก เรื่องส่วนตัว เรื่องของคนสองคน

คำพูดหนึ่งของไซมอน Why is straight the default? ทำให้ /me กลับมาคิดว่า ถ้าวันหนึ่งความสัมพันธ์ ช-ญ เป็นเรื่องผิดปกติบ้าง สังคมตอนนั้นจะเป็นยังไง

Sometimes I feel like I’m always on the outside, there’s this invisible line that I have to cross to really be a part of everything and I just can’t ever cross it.

เพราะยังเป็นเรื่องแปลก การก้าวเท้าออกมายอมรับว่า “I’m gay, I love men” เป็นการก้าวผ่านที่ยากมากๆ สำหรับพวกเขา เพราะมันตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลง บางคนอาจจะเสียเพื่อน หรือ ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวไปเลยก็ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่า มันเป็นเส้นทางที่เราต้องผ่านมันไปสักวันอยู่ดี การก้าวผ่านสิ่งที่เรากลัวมักยากเสมอ แต่เมื่อไหร่ที่เราผ่านพ้นมันไปได้ มันก็แค่นั้นเอง

อีกประเด็ดที่น่าสนใจ คือ “ครอบครัว” หนังสร้างประเด็นครอบครัวออกมาได้น่ารัก ถึงแม้ว่าโลกในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่พร้อมสำหรับการมีลูกชายที่เป็นเกย์ หรือ มีลูกสาวที่เป็นเลส

แต่เราก็เห็นได้ง่ายว่า ครอบครัว เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไซมอนยอมรับตัวตนของตัวเอง “Mom, I’m still me.” อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นอีกปากเสียงบอกให้อีกหลายๆครอบครัวว่า ถึงแม้ว่าพวกเขาเป็นยังไง แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นคนเดิม คนที่เป็นลูกๆของคุณ คนที่คุณเลี้ยงดู คนที่อยู่ในความทรงจำ ถึงเขาจะไม่ใช่สิ่งอย่างที่คุณต้องการ แต่เขาเลือกแล้ว เขาอยากได้การสนับสนุน และกำลังใจจากพวกคุณ

ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้ จะไม่ได้ยิ่งใหญ่ อลังการ แต่ในความธรรมดาๆ ส่วนตัวคิดว่า มันจะมีผลกระทบให้คนทั่วไปยอมรับสังคม LGBTQ+ มากขึ้น เข้าใจพวกเขามากขึ้น อาจจะทำให้บางคนอาจจะกล้าออกมาพูดมากขึ้น แต่สำหรับอีกหลายๆคนที่ยังไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ก็ขอให้มันเป็นกำลังใจ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะเปิดเผยตัวเองเมื่อพร้อม

I’m supposed to be the one that decides when and how and who knows, and how I get to say it, that’s supposed to be my thing!

สำหรับคนอื่นๆ อยากให้ไปดูหนังเรื่องนี้ แล้วลดอคติของคุณลง ทุกคนก็เหมือนๆกัน ทุกคนมีความเกลียด มีความเศร้า มีความรัก ถึงแม้ว่าจะรักเพศไหน แล้วไง? มันก็ไม่ได้แตกต่างกันไม่ใช่เหรอ เพราะพวกเขาก็ยังสามารถทำงานได้ สามารถพูดคุย หรือเล่นเกมกับทุกๆคนได้เหมือนเดิม

As soon as you came out, you said, “Mom, I’m still me.” I need you to hear this.

You are still you, Simon. You are still the same son who I love to tease, and who your father depends on for just about everything.

And you’re the same brother who always complements his sister on her food, even when it sucks. But you get to exhale now, Simon.

You get to be more you than you have been in, in a very long time. You deserve everything you want.

PS. ถ้ามีโอกาส อยากลงคอร์สเรียนเกี่ยวกับวิจารย์หนังแฮะ น่าสนใจดี อยากดูหนังแล้วเข้าใจ จากหลายๆมุมมอง

Tell your friend about thisShare on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on Google+
Google+
0