จะว่าไปแล้ว นี่ก็จบจากมหาวิทยาลับมาแล้ว 3 ปี ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ ความเป็นอยู่ คนรอบข้าง และรวมไปถึงตัวเอง

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ใครจะรู้ว่า วันหนึ่งตัวเองเปลี่ยนจาก extrovert มาเป็น intervert โดยไม่รู้ตัว อาจจะเพราะชีวิตการทำงานทำให้ต้องอยู่ด้วยคนเดียวมากขึ้น รู้จักคนอื่นน้อยลง เริ่มสนุกกับการอยู่คนเดียว เริ่มรู้สึกชอบความอิสระปนไอความเหงาเหล่านี้

อยู่มาวันหนึ่ง มิกกี้ @ratitada #คนนี้จีบได้ ทักมาชวนไปเป็นพี่เลี้ยงทำค่ายคณิตศาสตร์ ความคิดแรกที่เกิดขึ้น คือ กลัว กลัวสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเป็นเมื่อ 4 ปีก่อน ปีที่ยังอยู่มหาวิทยาลัย ปีที่เป็นนักกิจกรรม คงตอบไปอย่างไม่กังวลเลยว่า “โอเค ไปลุยกันเลย~”

ความคิดตอนนั้น คือ กลัว กลัวไปซะทุกเรื่อง

กลัว อย่างแรก คือ กลัวการเข้ากับคนอื่นไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองปิดกั้นคนอื่นมากขึ้น นับวันเริ่มรู้จักคนใหม่ๆน้อยลง หลงลืมไปแล้วว่า จะต้องทำอย่างไรเพื่อทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ทุกอย่างกลายเป็นความกลัว

กลัว อย่างที่ 2 คือ กลัวทำให้น้องๆไม่สนุก มีคนบอกว่า ยิ่งเราโตขึ้นยิ่งทำให้เรายิ้มน้อยน้อยลง จะเริ่มเข้าใจประโยคนี้มากขึ้น เมื่อเราโตขึ้น และค่อยๆพบว่า เราลืมไปแล้วว่า เรายิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไร? บางทีการมองโลกในแง่ร้ายแล้วอยู่กับตัวเอง ยิ่งสะสมให้ทุกอย่างแย่ลงไป

กลัว อย่างสุดท้าย คือ กลัวการรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้นเคย กลัวความกดดัน ถึงแม้ว่าจะเป็นนักกิจกรรมมาตลอด 7 ปี ตั้งแต่ ม.ปลาย มาจนถึงชีวิตมหาวิทยาลัย ส่วนตัวทำกิจกรรมมาเยอะมากพอที่จะอวดคนอื่นได้อย่างไม่เคอะเขิน เป็นสภานักเรียน, ตัวแทนนำเชียร์กีฬาสี, กิจกรรมรับน้อง, ค่ายToktak, กิจกรรมวันฮาโลวีน และอีกมากมาย สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนๆกันในทุกๆกิจกรรม คือ เป็นกิจกรรมอยู่ด้วยกันกับทีมงานที่เรารู้จักมานาน ทุกอย่างไม่กดดัน ทุกคนรู้ขีดความสามารถของกันและกัน แต่ครั้งนี้ ต้องไปทำงานกับทีมงานที่พึ่งเคยรู้จักเราเป็นครั้งแรก ไม่ทราบเหมือนกันว่า เขาตั้งความหวังไว้กับตัวเราเองขนาดไหน และเราจะทำได้อย่างที่ทุกๆคนต้องการรึปล่าว?

If you want to conquer fear, don’t sit home and think about it. Go out and get busy.

— Dale Carnegie

เป็นช่วงเวลาที่ยากมากที่จะตัดสินใจว่า จะไปช่วยดีรึปล่าว เพราะภาพในจินตนาการ ภาพตัวเองที่ไม่ใช่พี่เลี้ยงที่ดีแต่เป็นแค่ภาระ ตามคอยหลอกหลอน

คำๆหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจ คือ คำพูดตัวเองที่เคยคุยกับมิกกี้ เป็นครั้งที่พยายามชวนไปเที่ยวเดินเส้นทาง EBC ที่เนปาลด้วยกัน เป็นครั้งที่บอกคนอื่นให้ออกจาก comfort zone ถ้าเรายังทำไม่ได้ แล้วเราจะมีหน้าไปบอกให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงได้ยังไง? Broaden your horizons! สุดท้ายเลยตอบ “ตกลง”

หลังจากตอบตกลงไปไปได้ไม่นาน ก็มีพี่แม็กติดต่อมา จริงๆแล้วส่วนตัวรู้จักพี่แม็กมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว จากชื่อเพลงที่ฝึกร้องตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทุกคนเรียกกันว่า เพลงพี่แม็ก ประกอบกับมิกกี้เล่ากิจกรรมที่เคยร่วมกับพี่แม็กให้ฟังอยู่หลายครั้ง เป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่น่าเคารพ และ ชื่นชม มาโดยตลอด

ตอนที่ตอบตกลง เหมือนว่าจะเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันก่อนจะถึงวันจัดค่ายจริงๆ ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างไปหมดแล้ว พี่แม็กนัดเข้าไปคุย เล่าภาพกว้างๆของกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น รู้สึกสนุกปนไปกับความกังวลเล็กๆ เพราะ ในฐานะพี่เลี้ยง เราต้องรับผิดชอบน้องๆอีก 10 คน เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน

น้องๆจะเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมได้ดีแค่ไหน เราต้องช่วยกัน พี่เลี้ยงไม่ได้เป็นไอรอนแมนที่จะช่วยปกป้องโลก แต่เรามีหน้าที่สำคัญเป็น J.A.V.I.S. ที่ช่วยขับเคลื่อนให้พวกเขาทำภารกิจของเขาจนลุล่วง

สารสำคัญที่พี่แม็กบอก คือ พี่เลี้ยงทุกคนต้องปล่อยพลังออกไป 200% ทำทุกอย่างให้เต็มที่ เพื่อให้น้องรับรู้ และพวกเขาก็จะแสดงออกมาอย่างเต็มที่เช่นกัน

เหมือนว่าทุกๆคนจะเป็นกันเองมากกว่าที่คิด ความเปิดกว้างนี้ เริ่มละลายความรู้สึกกลัวออกไป เราต้องทำได้!!

Time’s up

ถึงวันที่จะต้องสวมบทบาทเป็นพี่เลี้ยงจริงๆแล้ว รู้สึกตื่นเต้นไม่ใช่น้อย เช้าวันนั้นจะเป็นวันแรกที่จะได้เจอน้องๆ ภาพลานกว้างๆ เริ่มมีน้องๆเดินเข้ามา

ช่วงเช้าวันนี้ เป็นการละลายพฤติกรรม ทำความรู้จักกับน้องๆ และภาพความประทับใจแรก คือ ภาพที่ทีมงานทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองกันอย่างเต็มที่ ส่วนตัวต้องทำหน้าที่ไปรับน้องๆมานั่งรวมเป็นวง เล่นเกมเล็กๆน้อยๆ ยิ่งทำให้ตระหนักว่า เราจะพยายามน้อยกว่าคนอื่นไม่ได้

เป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย บรรยากาศที่สดใสและน่ารัก น้องๆเริ่มหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ รู้สึกทึ่งมาก เพราะแต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเอง ความสดใสจากน้องๆ ละลายความกลัวไปจนหมด คิดไม่ผิดเลยที่ได้มาเป็นพี่เลี้ยงในวันนี้

หลังจากนั้น เริ่มมีกิจกรรมกลุ่ม ล้อมวง นันทนาการ

อย่างหนึ่งที่พี่แม็กฝากฝังไว้ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก พี่แม็กอยากให้พี่เลี้ยงเป็นมากกว่าแค่คนดูแล มากกว่าแค่มอง แต่เราต้องเป็นผู้นำ นำน้องๆเข้าสู่กิจกรรม พี่เลี้ยงทุกคนจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมทุกกิจกรรมร่วมกันกับน้องๆ

ลมเพลมพัด โบกสะบัดพัดมาไวๆ ลมเพลมพัดอะไร ลมเพลมพัดอะไร ฉันจะบอกให้…

ภาพความสนุกที่น้องๆทุกคนวิ่งไปมา ทั้งๆที่ตัวเองก็เคยร่วมกิจกรรมแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน เราเคยสนุกแบบนี้ เราลืมไปตั้งแต่เมื่อไร?

หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มเข้าสู่การแบ่งทีม 4 ทีม กับน้องๆกว่า 40 คน หลังจากแบ่งที่ ก็จะเข้าสู่ฐานะพี่เลี้ยงอย่างเต็มตัว แต่ละทีมจะมีพี่เลี้ยง 2 คน ได้ร่วมทีมเดียวกันกับ พี่เก่ง //ที่มารู้ในภายหลังว่า เป็นน้องมาจากภูเก็ตเหมือนกัน แถมจบโรงเรียนเดียวกันด้วย

ภารกิจแบ่งทีม เป็นภารกิจให้ทุกคนแก้ปริศนา และตามหากล่องความลับของตัวเอง ยิ่งเห็นกิจกรรม ยิ่งรับรู้เรื่องราวและไอเดียภายใต้กิจกรรม และยิ่งทำให้รู้สึกว่า ทุกอย่างผ่านการคิดมาแล้วเป็นอย่างดี

หลังจากนั้นไม่นาน สมาชิกทีมพี่เต็ก/พี่เก่ง ก็ทยอยเดินมารวมกลุ่มกัน มีน้องๆทั้งหมด 10 คน ประกอบไปด้วย น้องใบหม่อน, น้องเรนโบว์, น้องแพร, น้องมายด์, น้องไอรัก, น้องน้ำมนต์, น้องนะโม, น้องไม้เกล้า, น้องพลอย และ น้องแอมแปร์

แน่นอนว่า กิจกรรมต่อมาที่ขาดไปไม่ได้ คือ การตั้งชื่อทีม ท่าประกอบ และ รูปประจำทีม

ปกติแล้ว กิจกรรมนี้มักเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เพราะ ทุกอย่างเงียบงัน ไม่มีใครเสนอไอเดียใดๆ แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คาด น้องๆทุกคนมีไอเดีย ทุกคนอยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรม ได้ไอเดียเยอะมากๆ ต้องมาถกเถียงกัน แบ่งทีม แบ่งหน้าที่ของตัวเอง ในที่สุดก็ลงตัวกับชื่อทีม Hades เทพเจ้าแห่งความตาย กับท่าประจำทีม Wakanda forever & Dab

ถ้าถามว่า กิจกรรมที่รู้สึกประทับใจมากที่สุด คือ กิจกรรมอะไร? ส่วนตัวคิดว่า ก็คงจะเป็น “ภารกิจเรียงตัวเลข” ซึ่งเป็นภารกิจแรกที่แต่ละทีมต้องร่วมมือกันพิชิต

ภารกิจเรียงตัวเลข ดูเหมือนจะเป็นภารกิจง่ายๆ เพียงแค่เรียงการ์ด 1-400 ให้ได้อย่างถูกต้อง

คิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถนำการเรียงตัวเลขมาเป็นกิจกรรม ส่วนตัวก็เรียนจบสายคอมฯ คุ้นเคยกับการเรียงตัวเลข แต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็นกิจกรรมที่สนุก ใช้ความสามัคคี และใช้ความคิดเยอะมากๆ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวในระยะเวลาสั้นๆแน่นอน

การเรียงการ์ดจำนวน 400 ใบ น้องๆต้องแบ่งหน้าที่ สื่อสารระหว่างกัน ไปจนถึงออกแบบวิธีที่เร็วที่สุดในการเรียง ดูเหมือนทุกคนจะสนุกกับการตามหาตัวเลขที่ตัวเองต้องการ 🙂

ความรู้สึกหลังจากผ่านมาแล้วครึ่งวัน คือ แฮปปี้ ทุกอย่างไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย ทีมงานทุกคนยิ้มแย้ม เข้าถึงง่าย น้องๆน่ารัก สดใส จนกลัวว่า ไม่อยากให้ความสดใส พวกนี้หายไปเลย

ต่อมา จึงเข้าสู่ธีมของค่าย มีการแสดงละคร และเริ่มออกสืบเพื่อตามหาคนร้าย รอบนี้แปลงร่างจากพี่เลี้ยงเป็น จางเหว่ย? ผู้ต้องสงสัยชาวจีน ผู้ที่กำลังกินข้าวเที่ยงอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ตอน 11.00 น. //บทส่วนที่ได้รับมา

แต่ แต่ แต่ นี่ก็ลืมไง ฮือออออ พูดอะไรออกไปบ้างก็ไม่รู้ มั่วไปหมดเลย ต้องไปตามแก้กับน้องๆทุกทีม //หล่องไห้หลักมาก //อ่านสำเนียงจีน

น้องๆแต่ละทีมจะต้องกระจายตัวไปคุยกับพี่เลี้ยงในบทบาทชาวต่างชาติท่านอื่นๆ เพื่อสะสมคำใบ้ และค่อยๆใช้คำใบ้เหล่านี้ตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกไป โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ และน้องๆทำได้เก่งมากๆ

จริงๆแล้ว ในภารกิจนี้ ใช้หลักการเรื่อง Timezone GMT และ แผนที่โลก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่ทุกคนตั้งใจ และทำมันออกมาได้ดีกว่าที่คิด

ชื่นชอบความเสมือนจริง และรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของกิจกรรมที่ทีมงานคิดกันมาแล้ว และมันไม่ใช่เรื่องไร้สาระไกลตัวเลย

นอกจากกิจกรรมสาระอย่างหนักหน่วงแล้ว มีคั้นด้วยกกิจกรรมฐาน สลับกันกับกิจกรรมสืบสวนผู้ต้องหา ทุกอย่างค่อยๆทำให้น้องๆอินไปกับเรื่องราว มีน้องๆถามพลังพิเศษของศิลามณี มีน้องๆมาเล่าสมมติฐานต่างๆที่น้องคิดกันในทีม ฟังแล้วตื่นเต้นไปกับจินตนาการเหล่านั้น

ไม่ใช่แค่กิจกรรมวิชาการ ในช่วงบ่ายก่อนอาบน้ำ มีเวลาฟรีสไตล์ สำหรับน้องๆทุกคนสามารถเลือกเล่นสิ่งที่ตัวเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาอย่าง ฟุตบอล, บาส, ดอดจ์บอล หรือ กิจกรรมชิวๆอย่าง บอร์ดเกม เกมต่อคอนโดไม้ ไปจน หมากเก็บ

แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน ชอบไม่เหมือนกัน ดูเหมือนว่า ทุกคนจะเฮฮากับสิ่งที่ตัวเองเลือก

ปิดท้ายก่อนนอนก็มีกิจกรรมฐานเล็กๆ //น้องๆในชุดนอน น่ารักมาก~

นอกจากนี้ ฝั่งห้องนอนชาย ยังมีกิจกรรมปาหมอนกันอย่างเฮฮาก่อนนอนอีกด้วย หืมมมม เหมือนน้องๆทุกคนจะมีพลังงานไม่สิ้นสุดกันจริงๆ ทุกคนมีร่าเริงกันตั้งแต่ตะวันขึ้น ไปจนถึงฟ้ามืด สุดยอดดดดดดมาก

หลังน้องๆจะนอนไปแล้ว ทีมงานทุกคนต้องประชุมรวมกัน เพื่อสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นบรรยากาศที่เปิดใจ และรับฟัง ต้องยอมรับว่า ทุกอย่างมันมี human error แต่เราจะจัดการกับมันยังไง และจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง นั้นคือสิ่งที่สำคัญมากกว่า

ความประทับใจนอกจากนั้น คือ การได้เห็นมุมมองจากพี่เลี้ยงหลายๆคน จริงๆแล้วจะว่าไป การเป็นพี่เลี้ยงสำหรับเด็กๆประถม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ความสดใส ความร่าเริงและวิ่งเล่นตลอดเวลา การดุและขึ้นเสียงดัง ไม่ใช่วิธีการที่ดีในการแก้ไขปัญหาใดๆ

พึ่งเข้าใจว่า จิตวิทยาเด็กเป็นเรื่องที่ยากและน่าสนใจมากกว่าที่คิด

อย่างที่บอกไปว่า น้องๆแต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ตลอดการประชุม ทำให้ได้เห็นมุมน่ารักๆของน้องบางคนที่เราไม่ได้สังเกตเลย เหมือนเป็นหนังสือที่เปิดอ่านได้เรื่อยๆ

ปิดไฟใส่กลอน

Next Morning

เช้าวันต่อมา เริ่มต้นกับกิจกรรมออกกำลังกายยามเช้า วิ่งๆ และ แอร์โรบิก

ต่อมาจึงเริ่มกิจกรรมฐาน สลับกันกับ การสืบสวนคดี ความเท่ห์อย่างหนึ่งของค่ายนี้ คือ การบูรณาการเอาคณิตศาสตร์มารวมเข้ากับกิจกรรม สาระความรู้อย่าง การชั่งตวงวัด ความน่าจะเป็น การประมาณค่า สถิติ กราฟ มิติสัมพันธ์ ไปจนถึงเรื่อง DNA สามารถนำเสนอออกมาให้น้องๆรู้สึกสนุกได้อย่างแนบเนียน

ส่วนตัวมีหน้าที่ดูแลฐานตรวจสอบ DNA ได้มีโอกาศเล่าเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ น้องๆเหมือนจะตื่นเต้นที่ได้รู้ว่า มันมีอะไรมากกว่าที่พวกเขาคิด และเขาสามารถนำมันมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

นี่ไม่ใช่การสอนอย่างเต็มรูปแบบ แต่หวังว่ามันจะเป็นการกระตุ้นให้น้องๆสนใจ และต่อยอดต่อไป บางทีเรื่องราวในวันนี้ อาจจะเป็นหน้าสำคัญในหนังสือของน้องบางคน

นอกจากนี้ ภายในค่ายยังมีโอกาสได้เห็น ภาพๆหนึ่งที่ไม่คิดว่าจะเจอในค่ายนี้ ภาพที่น้องบางคนร้องไห้ เป็นภาพความผิดหวังหลังจากน้องไม่สามารถเอาชนะ แต่ก็ได้เห็นภาพที่น้องเอาชนะความผิดหวังพวกนั้นได้ด้วยตัวเอง บางทีภาพพวกนี้ ในบางแง่มุมอาจจะสำคัญกับตัวเขาเองมากกว่าสาระความรู้ที่ได้รับไปก็ได้

และจบปิดท้ายด้วย Festival ซึ่งน้องๆทุกทีมจะต้องจัดกิจกรรมในงานวัดขึ้นมาจากไอเดียของตัวเอง ปลดปล่อยความคิดกันได้อย่างอิสระ สร้างสรรค์ และให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง เข้ามาเป็นผู้ร่วมงาน

ได้เห็นน้องบางคนลากพ่อแม่เข้ามาอวดผลงานตัวเอง

ได้เจอน้องบางคนพยายามหาวิธีหาเงินจากฐานเพื่อนๆ

และ ได้เห็นน้องๆรับผิดชอบฐานของตัวเอง ตั้งใจอธิบายวิธีเล่นซ้ำๆ อย่างภูมิใจ

จะว่าไปแล้ว งาน Festival นอกจากความสนุกแล้ว น้องๆยังจะได้เห็นภาพของการบริหารและเศรฐกิจ ต้องทำยังไงเพื่อจูงใจ ออกโปรโมชั่น ตั้งราคา ทุกอย่างแทรกเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องคิดอย่างพิถีพิถัน

ไม่รู้ว่าหนังสือ 10 เล่มที่เราเห็นในวันนั้นจะโดนแต่งแต้มอะไรลงไป แต่หวังว่าเรื่องราวในค่ายนี้ จะเป็นหน้าๆหนึ่งที่น้องๆจำไปนานๆ และจะเป็นหน้าสำคัญอีกหน้าในหนังสือที่พี่เขียนมาตลอด 25 ปี

และสุดท้ายที่ ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ คือ ของว่างตลอดงาน เป็นมะม่วง และขนมขาไก่สุดอร่อย 🙂

ขอบคุณมิกกี้ที่ชวนมาเป็นพี่เลี้ยงในค่ายนี้

ขอบคุณพี่เก่ง พี่เลี้ยงคู่หูตลอดงาน

ขอบคุณพี่ๆทีมงานสนามเด็กเล่นทุกคน

ขอบคุณน้องๆ ทีมฮาเดส …

ขอบคุณความสดใสและพลังงานที่เหลือล้น ของน้องๆทุกคน

ชอบภาพความทรงจำแบบนี้ บางทีสิ่งที่กลัวไปในตอนแรก มันก็แค่ภาพที่เราจินตนาการไปเอง ภาพความเป็นจริง มันสดใสและเรียบง่ายกว่าที่เราคิด เอาชนะความกลัว แล้วลองมาลงมือทำ

I learn เรียนรู้ว่า ความกลัวเป็นแค่กำแพงหนาๆแต่มันเปราะบาง, ลงมือทำ, เรียนรู้ที่จะใส่ใจทุกอย่างที่ทำลงไป และรับผิดชอบ

I like ความน่ารัก และ พลังมหาศาลที่อยู่ในตัวน้องๆ ทั้งพลังกาย และ พลังจินตนาการ

I wish หวังว่าน้องๆทุกคนจะดูแลความสดใสแบบนี้ไปนานๆ, หวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมงานสนามเด็กเล่นอีกครั้งในอนาคต และ หวังว่านี้จะเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับทุกๆคน

Tell your friend about thisShare on Facebook
Facebook
58Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on Google+
Google+
0