จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

เรื่องของเรื่อง คือ อยู่ๆวันดีคืนดี @nrokappet ก็ทักแชทมาอย่างเงียบๆแล้วบอกว่า อยากเที่ยวจังเลย ประกอบกับ /me เห็น @kzxz_k บ่นๆว่า อยากไปเที่ยวทีลอซู //ความจริงตัวเองก็อยากไปมาตั้งนานแล้ว เมื่อหลายๆองค์ประกอบมารวมๆกัน ปิ๊ง!! ก็เลยเกิดเป็นทริปนี้ขึ้นมา

ซึ่งเป้าหมายของทริปนี้ คือ #เดินป่าดูน้ำตกทีลอซู ซึ่งถือเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในประเทศไทย วู้ววว ตั้งอยู่ที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งช่วงที่น้ำตกสวยที่สุดก็คือ ช่วงหน้าฝน //ช่วงที่ไปกันหนิแหละ แต่ช่วงที่คนไปเยอะที่สุด คือ ช่วงหน้าหนาว เพราะ ช่วงหน้าฝนจะมีการปิดอุทยาน ไม่ให้ขับรถเข้าออก เลยทำให้ต้องล่องแก่ง แล้วเดินป่าไปอีก 10km ถ้าช่วงอื่นสามารถขับรถไปกางเต้นท์ที่อุทยานได้เลย แบบชิวๆ

ตอนแรกก็เกือบจะล่มไปหลายครั้งเหมือนกัน เพราะบังเอิญดั๊นไปชนกับทริปภาค แถมจากรีวิวกับข้อมูลหลายๆอย่าง ดูเหมือนจะพูดตรงกันว่า ลำบากมาก ต้องล่องแก่ง แล้วเดินอีก 10km เพื่อไปดูน้ำตก ถ้าฝนตกระหว่างเดินทางคงไม่ใช่เรื่องตลก ทั้งเปียก แฉะ อาจจะแถมมาด้วยน้ำหลาก #แต่ก็ยังไป ด้วยสมาชิกทั้ง 11 คน

การเตรียมตัวเดินทางไปทีลอซู ความจริงค่อนข้างยุ่งอยู่เหมือนกัน เพราะต้องติดต่อที่นู้นที่นี้ ถ้าใครลงชื่อไปเป็นทัวร์ก็จะชิวมากมาย แค่ลงชื่อ แล้วจ่ายตังค์(แพงหน่อย)แล้วก็ไปได้เลย ทัวร์ส่วนใหญ่จะบังคับให้เราซื้อเป็นแพคเกต(ที่พัก+อาหาร+เดินป่า) 3000+ บาท แต่เราจะต้องเพิ่มลด วันเวลาที่พักเอาเอง รวมๆแล้ว ราคาอาจจะถึง 4000-5000 บาท

ซึ่ง /me และผองเพื่อน มาลงตัวกันที่ “ใจอุ้มผางทัวร์” ความจริงก็ไม่รู้หรอกว่าชื่อทัวร์นี้ ติดต่อกันในชื่อ “คุณสุพิน” มาตลอด พึ่งมารู้ชื่อทัวร์ก็ตอนถึงอุ้มผางแล้ว (เข้าใจว่าไม่ใช่ทัวร์มาโดยตลอด)

ซึ่งที่นี้ดีอยู่เหมือนกัน(แต่มีจุดพีค ไว้เล่าตอนท้าย) ราคาถูก แถมราคาไม่ได้เป็นแพคเกต เลือกเปลี่ยนได้ตามที่เราต้องการ แต่สุดท้ายก็ให้พี่เขาจัดการให้เกือบหมดอยู่ดี (ไม่ต่างจากซื้อแพคเกตเลยสัส) แต่เพราะราคาถูกนี้แหละ สุดท้ายเลยเป็นเรื่อง งานงอกมาเยอะเลยทีเดียว ได้เอ็กตรีมบนแก่ง ได้หลงป่า แถมยังได้ประสบการณ์ทหารดักจับตอนเดินทาง ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ติดตามต่อได้เลย โอ๊ยยยยย นึกๆแล้วเลยสำนึกได้ว่า #ครั้งหน้าอย่างก #บทเรียนราคาแพง

เอาวะ /me ก็ฟิตร่างกายมาเต็มที่แล้วนะ(?) พร้อมลุย

วันที่ 1 ชีวิตนักเดินทาง

เช้าวันเสาร์ 16-07-2559 เวลา 7 โมงเช้า จุดเริ่มต้นของการเดินทาง มุ่งหน้าไปอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ทริปนี้โชคดีที่มีผู้สนับสนุนการเดินทางหลักอย่างเป็นทางการคือ @PudPapaGon และ @jamiiz_style ได้อนุเคราะห์เป็นคนขับรถให้ตลอดทาง

//กราบขอขอบคุณมา ณ โอกาศนี้

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ทุกคนจะมากันพร้อมเพียงโดยไม่สาย แต่มาสายมันไม่ใช่ปัญหา ปัญหาจริงๆคือ พวกเอ็งจะไปกันยังไง ไอ้เราก็ปล่อยให้คนขับรถคุยกัน ไม่รู้มันคุยกันยังไง สุดท้ายไปกันคนละทางเลยจ้าาาา

** ภาพนี้พึ่ง cap screen หลังจากเดินทางแล้ว

แต่ช่วงที่เดินทางเป็นช่วงหยุดยาว @jamiiz_style ดันขับไปทางที่รถติดสุดๆ ทำให้ /me และสมาชิกทีม @PudPapaGon ตายใจ ค่อยขับอย่างชิวๆ แวะนู้นนี้ กินข้าวเช้าอย่างสำราญ รู้ตัวอีกที มันแซงไปแล้ว เชี่ยยยย #หนิมันกระต่ายกับเต่าชัดๆ

เจอกันอีกทีก็มื้อเที่ยงละ ตามแพลนคือ จะแวะกินข้าวที่ ตลาดน้ำวัดบางประมุง แต่ แต่ แต่ มันหายไปแล้วววว เงิบ ไปตามๆกัน สุดท้ายก็จบที่ร้านข้าวข้างทาง พร้อมเมนู “ผัดเผ็ดปลาไหล” ไม่รู้รสชาติเป็นไง( /me กินฉู่ฉี่หมูกรอบ) แต่รู้ว่าน้อยเหลือเกิน RIP

การเดินทางไปอุ้มผาง เป็นการเดินทางที่ไกลกว่าที่คิดมาก เริ่มเดินทางตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะถึงแม่สอดก็เกือบบ่าย 3 แล้วแถมต้องเดินทางต่อไปอีกไกล ความพีคของการเดินทาง คือ โค้งจำนวนมหาศาลตลอดการเดินทาง 1,291 โค้ง (ถามจริง ใครนับ?) ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเยอะไปไหน มึนกันไปอีก เลี้ยวไปเลี้ยวมา รู้ตัวอีกทีโผล่มากลางป่าซะแล้ว บรรยากาศเส้นทางขึ้นอุ้มผาง ตอนบ่ายๆเย็นๆ เป็นอะไรที่เลอค่ามาก อากาศเย็นกำลังดี มีหมอกให้เห็นไกลๆ

นอกจากนี้ /me และผองเพื่อน ยังเจอสิ่งที่คุณจะคาดไม่ถึง มันคือ “หมาป่า…” แต่ไม่ใช่ หมายถึง wolf นะ แต่หมายถึง อีพวก dog หนิแหละ แต่มันมาอยู่กลางป่าไง พวกเอ็งมาจากไหนกัน ตอบ!! (มารู้ทีหลังว่า มันคือหมาของพวกชาวบ้านที่เอามาเฝ้าตอนที่ เขาไปก็ของป่ากัน)

แต่ปริศนาลี้ลับของเล้นทางนี้ ยังไม่หมดแค่นี้ มันยังมีอีกปริศนาที่ลี้ลับพอๆกับ Stonehenge เลยทีเดียว ซึ่ง /me และผองเพื่อนเรียกมันว่า “ปุ๋ยตราไก่” มันคือป้ายกระดาษสีเหลืองๆ ประมาณ A4 แปะอยู่ตามต้นไม้กลางป่า เจอได้ตลอดทางไปอุ้มผาง ซึ่งในป้ายเขียน แค่คำว่า “ปุ๋ยตราไก่ และรูปไก่ 1 ตัว” แค่นั้น มันมีแค่นั้นจริงๆ ไม่มีเบอร์ติดต่อ ที่อยู่ ไม่มีใครรูุ้จุดประสงค์ของ แบบถ้า /me สนใจจะซื้อ กรูจะต้องทำไงต่อ?? ถามผีสางแถวนี้?? เขาติดป้ายในป่า ต้องการขายใคร? Orz บางทีเขาอาจจะเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่าวเป็นทางการของเส้นทางนี้ก็เป็นไปได้

ปริศนาอีกอย่างที่เป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างยาวนาน ระหว่างเดินทาง คือ “ต้องใช้ความพยายามเท่าไรในการปักป้ายข้างทาง และตีเส้นถนน” ตลอดเส้นทางเป็นทางโค้งรัวๆ พวกนายทำกันได้ยังไง บางทีอาจจะมีตระกูลตีเส้นถนน กับ ตระกูลปักป้ายข้างทางในตำนานซ่อนตัวอยู่แถวอุ้มผางก็เป็นไปได้ #นั่งรถจนบ้า #1291โค้งไม่ใช่เรื่องตลก

ถึงทีม @PudPapaGon จะนั่งรถจนบ้า แต่สมาชิกทีม @jamiiz_style กลับเดินทางแบบชิวๆ แซงไปตอนไหนก็ไม่รู้ เงียบหายไปเลยติดต่อก็ไม่ได้ บางที /me ก็คิดนะ พวกมัน(ทีม @jamiiz_style) ใช้มือถือเป็นรึปล่าว ToT แถมได้แวะแช่เท้าที่น้ำตกด้วย #ชิส์

คำเตือน

สำหรับ #teamDTAC ทุกคน แนะนำว่าพวกเอ็งไม่ต้องเอามือถือไปก็ได้นะ เพราะว่า ที่นั้นไม่มีสัญญาณ DTAC เลยซักกะนิดเดียว; โดน #teamAIS กะ #teamTrue เยาะเย้ย

กว่าจะผ่านโค้งทั้งหมดมาได้ เหลือบดูนาฬิกา 3ทุ่มแล้ว หิว มึน เมื่อยตูด เมื่อยขา เหนื่อยแบบสุดๆ แต่เสียงสวรรค์ก็กระซิบมาบอกว่า “ป้าสุพิน เขาเตรียมอาหารเย็นไว้ให้แล้วนะ ไม่ต้องห่วง” โอ๋ รอดตายแล้วว

ถ้าพูดถึง “อุ้มผาง” หลายคนคงคิดว่า ต้องบ้านนอกมากแน่ๆ เพราะมันเดินทางเข้ามาลำบากสุดๆเลยนะ แต่ความจริงคือ มันศิวิไลซ์มากมาย มีโรงเรียน มีอนามัย มีเซเว่น มีร้านยา มีร้านทอง มีธนาคาร มีร้านเหล้า มีร้านหมูกระทะ ไม่รู้ว่าเขาขนวัตถุดิบกันมายังไง

หลักจากที่ทุกคนอิ่มกันแล้ว ก็รีบจรลีกันมาที่พักที่แสนอบอุ่นกัน สภาพที่พัก ถือว่าโอเคเลยทีเดียว มีอินเตอร์เน็ต กาน้ำร้อน ชากาแฟ มีทีมีให้ดูละคร แต่ไม่มีปลั๊ก #คุณหลอกดาว แต่ที่สำคัญคือ มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วยนะเออออ

ลาก่อน หมดไปกับการเดินทางใน 1 วัน

วันที่ 2 ชีวิตนักผจญภัย

เช้าวันที่ 2 เป็นวันที่จะเริ่มออกเดินทาง เดินป่าขึ้นไปน้ำตกทีลอซู แต่ละคนก็เตรียมตัว เก็บข้าวของใส่กระเป๋าส่วนตัว ถ้าใครสนใจจะไป แนะนำว่าให้เอาของไปให้น้อยที่สุด ชุด1ชุด เครื่องมืออาบน้ำ น้ำ1ขวด และตังค์ แค่นั้นก็พอ แต่ย้ำว่า อย่าลืมเอาตังค์ไปด้วยนะ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง(บางครั้งขอเรียกว่า ‘อุทยาน’) เขามีน้ำ มีขนมขาย #ตังค์คือบร๊ะเจ้า

ความผิดพลาดของ /me ในวันนั้น คือ ไม่คิดว่าต้องมีการจ่ายเงินบนเขา เลยไม่พกเงินกองกลางไป TOT

mission #1 กำลังจะเริ่มต้น ซึ่งก็คือ การล่องแก่ง ที่ต้องล่องเกือบ 3 ชั่วโมง เพื่อเข้าไปในป่า ตลอดทางก็จะเป็นต้นไม้ๆ กับฝูงผีเสื้อตลอดข้างทาง /me พยายามหาเสือ หาลิง หาตัวอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายก็หาไม่เจอ

//สภาพก่อนเดินทาง

เส้นทางล่องแก่งนี้เป็นเส้นทางที่ไม่ได้โหดมาก เป็นทางน้ำไหลเรื่อยๆ มีแก่งเล็กๆ 2-3 แก่ง ระหว่างทางจะผ่านน้ำตกสายรุ้ง ถ้ามาช่วงที่ถูกต้องจะเห็นสายรุ้งพาดผ่าน ถือเป็นแลนด์มาร์ค อันนึงเลยทีเดียว

แต่ความ Extream ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพราะว่า น้องคนพายเรือ ที่มาด้วยกันคนนึงพายเรือไม่เป็น โน่วววว~ แถมเรือลำนึงก็ดันรั่ว น้ำนองไปครึ่งลำ สุดท้ายก็ต้องอพยบคนมารวมกันที่เรืออีกลำ ปล่อยให้ @PudPapaGon และ @joonepiece เผชิญกับชะตากรรมไป 2 คน {ครั้นจะเล่าแทน ก็คงไม่มันส์เท่า รู้แค่ว่าหลังจากผ่านวันนั้นมา ทั้ง 2 ได้สำเร็จวิชาเอาตัวรอดกลางซอกผา วิชาลอยตัวเหนือเรือยาง แถม @PudPapaGon ยังได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับพายเรือทีลอซู มาด้วย}

แวะระหว่างทาง ผ่านบ่อน้ำร้อน //มันมาได้ไง //หม้อต้มซ้อนอยู่ซินะ !!

ก่อนที่จะลงเรือเดินป่า ทุกคนก็แวะกินข้าวเที่ยงกัน จึงพบความพีคแรกของทริปนี้ “น้ำท่วมข้าวกล่อง” จ้าาาา บายส์ เหลือแค่ประมาณครึ่งนึง ก็ต้องแบ่งๆกันไป ถือซะว่า ถือศีลอดละกันนะ

แต่สุดท้ายเราก็มาถือ ท่าทราย จุดเริ่มต้นของ mission #2 เดินป่า 10 km. ซึ่งทุกๆคนเตรียมน้ำเปล่ากันมาอย่างดีคนละ 1 ขวด แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น “ลืม” เย้ๆๆ น้ำเปล่าที่เหลือรอด จึงมีเพียงแค่ 2 ขวดกับคน 11 คน

มือหยิบไม้ค้ำ เท้าก็ก้าวไปข้างหน้า ฮูเล่ๆๆ ระยะทาง 10 km. ใครบอกว่าไม่เหนื่อย ทั้งๆที่ /me ซ้อมวิ่งมาบ้างแล้ว แต่สาหัสสุดๆ แต่ละคนก็ตามๆกันมา มีแต่ @nrokappet คนเดียวที่ดูไม่เหนื่อยเลย น้องไกค์ถึงกับทักว่า ทำไมพี่เขาแข็งแกร่งจัง!!

ตลอดทาง เราก็จะเห็นต้นไม้เยอะๆ กล้วยบ้าง ไผ่บ้าง และต้นอะไรก็ไม่รู้อีกเยอะแยะ พร้อมกับ ผีเสื้อและตัวบุ้ง ซึ่งบอกได้เลยว่า เงียบมากถึงมากที่สุด พวกเพจปรัชญาต่างๆ คงต้องมาเดินป่าแบบนี้บ่อยมากแน่ๆ เพราะ แม่งโคตรเหนื่อย ถามตัวเองตลอดทางเลยว่า “เรามาตรงนี้ เพื่ออะไร?”, “ทำไมเราต้องเดินต่อไป ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะถึงปลายทาง?”, “ถ้าข้างหน้า ไม่สวยอย่างที่คิดจะเป็นยังไง?” บลาๆๆ #ความเหนื่อยทำให้คนฟุ้งซ่าน

ระหว่างเดินก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะมันเหนื่อยจนพูดไม่ออก เดินขึ้นเนินบ้าง ลงเนินบ้าง หลบแอ่งน้ำไปมาๆ หลังจากเดินไปนานๆก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมการเดินทางถึงสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้จริงๆ ถ้าอยู่ กทม. คงหาแท๊กซี่กลับไปนอนที่บ้านตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้วไง 555

หลังจาก 3 ชั่วโมงผ่านไปอย่างยากลำบาง ก็มาถึงเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งต้องเดินอีก 2 km เพื่อไปน้ำตกทีลอซู เอิ่มมม! อุตส่าห์เดินมาถึงแล้ว ก็ต้องลงมือให้สุด ความพยายามที่เดินมาก็คุ้มค่า ระหว่างทางเดินไปซักพัก /me ก็ได้ยินเสียงซู่ๆๆ ดังมาก แล้วก็เจอกับภาพน้ำตกสวยแบบอลังการ ไอน้ำลอยไปทัว ฟิน เฮ้อออออออออ อยากจะนั่งพักยาวๆ~

ช่วงที่ไปนี้ เป็นช่วงหน้าฝนพอดี ทำให้น้ำที่ทีลอซู มีมาก และน้ำแรงแบบสุดๆ แต่ก็พอลงไปเล่นน้ำได้ #เย็นจับใจ

แต่ปาร์ตี้ก็ต้องเลิกลาก กลับจากน้ำตก ก็ต้องมาตามหาข้าวเย็นกิน ความพีคต่อมาจึงบังเกิดเพราะว่า น้องที่มาด้วย ดันบอกว่า “เขาไม่มีข้าวให้นะครับ หากินเอาเอง” /me หนิปรี๊ดแตกเลยทีเดียว เพราะจะให้หายังไงฟร่ะ กลางป่านะเว้ยย ให้ล่าหมูป่ากินเหรอฟร่ะ หลังจากตามล่าหาความจริงพักใหญ่ จึงได้ข้าวกิน //เกือบต้องเป็นคนป่าจริงๆซะแล้ว

แต่แค่นั้นไม่พอ คือ เขาบอกว่าเขาเตรียมเต้นท์มาให้ แค่มันไม่มีผ้ารองเต้น ฝนก็กำลังจะตก แถมเต้นท์ก็พิการไป 1 เต้น มึนไปหมด ปัญหารุมเข้ามา แต่ยังดีที่ขอความช่วยเหลือจากพี่ๆที่อุทยาน ก็เลยผ่านวิกฤตมาได้ //กราบงามๆ (แต่น้องๆไกค์ ไม่มาช่วยเลย ดรอกส์ หักเงินเดือนรัวๆ แต่ความจริงน้องเขาก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน เพราะเหมือนกับว่า พี่สุพินเขาไม่ยอมเตรียมอาหารเย็น+เต้นท์ให้ แล้วเขาจะนอนกันยังไง? ปลง!)

ท้ายที่สุดของวันนี้ก็คือ การนอน แต่ที่แตกต่างจากเข้าค่ายพักแรมปกติ คือ สภาพร่างกาย แต่ละคน พังกันไปอีกโดยเฉพาะขา /me ขาลาก เดินไปมาต้องมีคนจูงตลอดเวลา อนาจมาก

วันที่ 3 ชีวิตคนพิการ

หลังจากตื่นกันมาด้วยร่างกายพังๆแล้ว ตอนแรกหลายคนคิดกันว่าจะไปดูน้ำตกอีกครั้งตอนเช้า เพราะนอกจากน้ำตกแล้ว เราจะมีโอกาศเห็นสายรุ้งพาดน้ำตกในตอนเช้าๆด้วย แต่สมาชิกที่เหลือรอดไปดูน้ำตกกลับเหลือแค่ 3 นาย/นางสาวเท่านั้น //ขาพังมากมาย //ตื่นไม่ไหว แถมต้องเดินกลับอีก 10 km.

หลังจากข้าวเช้าแล้วก็มีการประชุมทีม หลังจากจัดลำดับการเดินป่ากัน(เพราะแต่ละคนมีความเร็วไม่เท่ากัน //ใครจะไปสู้ @nrokappet ได้)เรียบร้อยแล้วก็แบ่งข้าวเที่ยงกันไป จังหวะนั้น /me ที่รู้ตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว แต่ก็รอจัดการเรื่องนู้นนี้ จนแล้วจนรอดก็ออกมาเป็นกลุ่มเกือบท้ายสุด

ว่ากันว่า “ขากลับมักจะง่ายกว่าขามา” แต่ครั้งนี้มันไม่จริงเลย เพราะมันทรมาณมากที่จะต้องลากขาป่วยๆที่ปวดไปหมดจากการเดินขามา พาตัวเองขึ้นเขาอีกรอบ ท้อสุดๆ ท้อจนในใจประท้วงตลอดเวลาว่า ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก แต่ยังดีที่มีหลวงพี่ ทั้งลาก จูง ดัน ท้ายที่สุด /me ก็ร้องไห้ เพราะว่าตอนนั้นไม่ไหวแล้ว ท้อมาก เหนื่อยแบบไม่เคยเป็นมาก่อน //หลวงพี่และสีกากรรณถึงกับงง งอแงมาจนถึงครึ่งทาง ก็หยุดร้อง เพราะเริ่มคิดได้ว่า ไม่รู้จะงอแงไปทำไม มาถึงนี้แล้ว อย่าท้อดิ อีกแค่นิดเดียวจริงๆ ฮึ๊บ!!

เหมือนเราได้เจอตัวเองคนใหม่ อุปสรรคมันมีให้ข้ามแต่ก็อย่าฝืนตัวเอง ร้องออกมา แต่ร้องแล้วต้องลุกแล้วเดินทางในแบบของตัวเอง ถ้าตอนไหนมันเหนื่อยก็พักบ้าง แต่อย่าเพลิน ท่ามกลางเป้าหมายไกลๆก็ตั้งเป้าหมายเล็กๆตามทางบ้างให้ตัวเองมีกำลังใจ

ตอนนั้นรู้เลยว่า กำลังใจ สำคัญยังไง ถ้าใจเราไม่สู้แล้ว เราก็เดินทางต่อไม่ได้!

ทำไปทำไมก็หลงเดินเป็นคนสุดท้ายของกลุ่ม เดินไปก็ชมต้นไม้ไป เดินนับก้าวครบ 1,000 ก้าวแล้วก็พักซักหน่อย เดินเตะหิน เดินร้องเพลง เดินคุยกับตัวเอง ทั้งหมด เพื่อไม่ให้คลั่งไปซะก่อน //ไกค์หายไปไหนฟร่ะสัส

ในที่สุดก็มาถึงทางออก ซึ่งมีน้องไกค์แสนดี(?) รออยู่พร้อมบอกว่า “เพื่อนพี่ให้ผมมารอ ผมเดินถึงท่าน้ำแล้วนะ แต่ก็อุตส่าห์กลับมารอเลยนะ” #หน้าที่ของเมิงอยู่แล้วรึปล่าวคะ? #สัส แต่ถึงจะช้าก็ไม่ช้าสุด เพราะทีมหลวงพี่และสีกา มาช้ากว่าทั้งๆที่แซงไปแล้ว เพราะว่า หลงป่าจ้า ไม่มีไกค์ช่วยนำทาง #กูจ่ายตังค์จ้างหรือกราบขอให้พวกเมิงมา ท้ายที่สุดก็บังคับให้ไกค์ไปตามจนเจอ

หลังจากออกจากป่า ก็เริ่มต้นเดินทางด้วยเรือต่อ ท่ามกลางน้ำสีไมโล ลุงพายเรือบอกว่า เพราะต้นน้ำมีฝนตก เลยทำให้น้ำขุ่น แต่ขากลับรอบนี้ ไม่มีน้ำตกระหว่างทาง มีแค่ต้นไม้และแสงแดด ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว //อาบแดดซิ //อาบจนดำหมดแล้วเนี๊ยะ

ตามแผนเดิม เราจะไปแวะหมู่บ้านชาวเขา แต่ แต่ ขามันประท้วงตลอดเวลา ก็เลยมุ่งหน้ากลับที่พักรัวๆ แล้วออกมาหาของกินภายใต้คอนเซ็ป “รสชาติที่อยากกินตอนอยู่บนเขา” by @nrokappet โดยเริ่มต้นที่หมูกะทะกลางเมืองอุ้มผาง บุฟเฟ่ต์ไม่จำกัดเวลาซะด้วย กินจนทีมสุดท้าย + หมูหมดร้าน + เปลี่ยนกระทะไป3รอบ แอบสงสารเจ้าของร้านเหมือนกันแฮะ

แต่ยังไม่หมด เพราะ “รสชาติที่อยากกินตอนอยู่บนเขา” มันไม่ใช่แค่นี้ เลยต้องพากันแวะ 7-11 ซื้อกันเสมือนกักตุนหนีซอมบี้ กลับห้อง เล่นไพ่ จ่ายเงินค่าที่พัก( complain ไปเยอะมาก แต่ก็ได้ส่วนลดเหมือนกัน คิดไปคิดมาจริงๆแล้วน่าจะลดได้อีกนะ เพราะปัญหาเยอะมากจริงๆ)

หมดไปอีก 1 วัน

วันที่ 4 โจรเบี้ยวจ่ายเงิน

วันสุดท้ายก่อนกลับ กทม. วันที่คิดว่าชิวที่สุด แต่ต้องระทึกกับการโดนจับกุม แต่ก่อนจะโดนจับ วันนี้เริ่มต้นด้วยการไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าที่ ดอยหัวหมด ถึงช่วงนั้นจะไม่ใช่ฤดูหนาวแต่ก็พอมีหมอกอยู่บ้าง การไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ทำให้ต้องตื่นตั้งแต่ตอนตี 5 แล้วขับรถตามที่ Google Maps บอก #ต้องขอบคุณกูเกิลที่ทำให้เรามีวันนี้ ทางแอบกันดานไปหน่อย เพราะไม่ค่อยหาข้อมูลกันเท่าไร เลยกะเวลาผิดไปซักหน่อย กลายเป็นทีมแรกที่ไปรอ บรรยากาศตี 5 หนาวมาก นั่งรออยู่ชั่วโมงกว่าๆ พระอาทิตย์ก็เริ่มโพล่ขึ้นมาก

//แอบเสียดายไม่ค่อยมีหมอกให้ชมเท่าไร

หลังจากนั้นก็เข้าเมืองอุ้มผางกินโจ๊กเป็นมื้อเช้า แล้วก็ออกเดินทางกลับ แต่ ความระทึกก็เริ่มต้นขึ้น เมื่ออยู่ๆ ก็มีทหารตั้งด่านโบกให้จอดรถ ทำให้ทุกคนงงกันมาก /me ไม่ได้พกกัญชามานะ, /me ไม่ได้ขนยาบ้านะ, /me ไม่ได้เป็นคนต่างด้าวแอบเข้าเมืองนะ

ทหารเคาะกระจกแล้วบอกว่า เราไปทีลอซูมาใช่ไหม? เราไม่ยอมจ่ายค่าที่พักนะ? /me ก็ถึงกับงง เพราะว่า /me เครียร์เรื่องค่าใช้จ่ายไปแล้วก่อนออกเดินทาง แถมยังมีคนอื่นๆเป็นพยานด้วย ตอนนั้นมึนไปหมด ทหารก็ขู่ๆๆ พยายามติดต่อป้าสุพินอยู่นาน ในที่สุดก็ได้ความว่า “เรายังจ่ายไม่ครบ” เอิ่มมม ตอนเช้า /me ยังคุยป้าสุพินกับอยู่เลย ทำไมไม่ทักตั้งแต่ตอนนั้นฟร่ะ แถมเราก็ถามแล้วตอนจ่ายเงินว่า ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีกรึปล่าว? ตอนนั้นรู้สึกแย่แบบสุดๆ เกือบเข้าคุกยกแก๊งแล้วเชียว

//เก็บภาพความประทับใจ ป้าสุพินครับ ผมฝากตังค์ไว้ที่พี่คนนี้แล้วนะครับ

บรื้นนนนน ออกเดินทางต่อยาวๆกลับ กทม. แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะว่า อยู่ๆก็ฝนตกหนักมาก เดินทางลำบากมาก ความหวังที่จะถึง กทม. เหมือนจะริบหรี่ลงทุกที ข้าวเย็นที่ กทม. ก็เลยต้องเปลี่ยนมาเป็น ข้าวต้มนัดพบ ที่ นครวรรค์ แทน

แล้วก็ออกเดินทางต่อ ที่น่าสงสารที่สุดคือ นายคนขับรถทั้ง 2 คนที่ไม่หลับไม่นอน พยายามขับจนในที่สุดก็มาถึง กทม. ตอนตี 1 กราบขอบคุณ @PudPapaGon และ @jamiiz_style มากมาย โดยเฉพาะ @PudPapaGon ที่ต้องเดินป่า พายเรือ ขับรถ แล้วพาทุกคนในรถมาถึงอย่างปลอดภัย

ในที่สุดก็จบทริป เหนื่อยมาก แต่ก็มีอะไรพูด มีอะไรให้จำไปอีกยาวๆ

A journey is like marriage. The certain way to be wrong is to think you control it. ― John Steinbeck

Tell your friend about thisShare on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on Google+
Google+
0